“วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร” ยลสถาน ย่านเทเวศร์

สุดสัปดาห์ก่อนโน้น ผมเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองหลวง พร้อมจองห้องพักราคาติดดินย่านเทเวศร์เอาไว้ เมื่อได้นอนหลับมาทั้งคืนจนตื่นมากินมื้อเช้าไปเรียบร้อย ผมก็เริ่มออกสำรวจวัดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนั้นทันที วัดที่ผมกำลังพูดถึงคือ “วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร”
.
11798337_1066815953346627_1394119546_n
.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อยู่ตรงแยกสี่เสาเทเวศร์ เป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมชื่อวัดสมอแครง เชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ก่อนจะทรุดโทรมลงจนมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยกรมพระพิทักษ์เทเวศร

.
พระประธานองค์ใหญ่ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะทวารวดีผสมอู่ทอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวราชปฏิมากร”
.

10888383_1063612180333671_5127222958261976914_n

.

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีทวยเทพร่วมฟังธรรมเทศนาจำนวนมาก
.

11798088_1066815796679976_932824809_n.

นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปพระสงฆ์พิจารณาอสุภกรรรมฐาน ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นที่วัดนี้
.
11774814_1066816030013286_2063219696_n 11778088_1066815806679975_269502528_n 11774271_1066816006679955_894838012_n.
ด้านข้างพระอุโบสถคือ “พิพิธภัณฑ์สักทอง” เป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยา ด้านหน้ามีเทวรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในแสดงนิทรรศการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. บุคคลทั่วไปบริจาคค่าเข้าชม30 บาท ภิกษุ สามเณร และนักเรียนนักศึกษาบริจาค 15 บาท ผู้ถือบัตรทการผ่านศึก บัตรผู้บริจาคโลหิต และผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอื่นๆ เข้าชมฟรี
.
11774410_1066815943346628_457749019_n.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหารอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาลาท่าน้ำที่ผู้มีจิตศรัทธานิยมมาให้อาหารปลา
.
11778033_1066815870013302_1780624284_n.
สีฟ้าที่เห็นคือสไลเดอร์สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถปล่อยปลาได้โดยไม่ต้องลงไปถึงผิวน้ำ
.
11801897_1066815846679971_1765195656_n.
ทัศนียภาพจากศาลาท่าน้ำมองเห็นสะพานพระราม 8 ได้อย่างชัดเจน และจะสวยยิ่งขึ้นในยามค่ำคืน
.
11780427_1066815906679965_724385277_n.
วัดสวยงาม มีสิ่งน่าชม อุดมด้วยทัศนียภาพริมแม่น้ำ ถือเป็นมุมสบาย ๆ กลางกรุงเทพฯ ที่น่าไปสัมผัส

,

ใส่ความเห็น

อนาคตต่างมุมมองกับ 2 จินตนาการใน Mad Max Fury Road และ Tomorrowland

อนาคตต่างมุมมองกับ 2 จินตนาการใน Mad Max Fury Road และ Tomorrowland

.

ตอนเราฟังนิทานสมัยเด็ก ๆ นั้น ผู้ใหญ่ชอบขึ้นต้นเรื่องเล่าด้วยคำกล่าวที่ว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ซึ่งหากจะถามว่านานแค่ไหนก็คงไม่มีใครให้คำตอบได้  รู้เพียงว่ามันนานมาก ๆ นานแบบที่เจ้าชายยังใช้ดาบเป็นอาวุธ รบกับมังกรพ่นไฟซึ่งอนุมานว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว  และนานเสียจนวิถีชีวิตรวมทั้งสภาพแวดล้อมในเรื่องแตกต่างจากชีวิตจริงในปัจจุบันที่พบเจออย่างสิ้นเชิง
.

ช่างไม่ต่างอะไรเลยกับโลกอนาคตที่ปรากฏในภาพยนตร์เดี๋ยวนี้  โดยเฉพาะภาพอนาคตที่อยู่ในภาพยนตร์ระยะหลังมักไม่บอกเวลาแน่นอนว่าห่างจากปัจจุบันเท่าไร จะ 100 ปี หรือ 500 ปี ข้างหน้า ก็ไม่สามารถคาดเดาได้อย่างเที่ยงตรง  รู้แค่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ไกลจากทุกวันนี้มาก ๆ วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในยุคนั้นก็ดูเป็นคนละโลกกับชีวิตจริงของพวกเราเช่นเดียวกัน

.

วิถีชีวิตที่แตกต่างนี้เป็นส่วนที่ผู้สร้างภาพยนตร์ใช้เป็นพื้นที่ต่อเติมจินตนาการและขายภาพฝันให้แก่ผู้ชม โดยมักยืนพื้นจากเหตุผลต่าง ๆ และด้วยเหตุผลที่ไม่เหมือนกันนี้เอง ทำให้ภาพอนาคตในภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ผู้สร้างจะจินตนาการถึง
.

MT

.

อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Mad Max Fury Road จินตนาการถึงโลกยุคหนึ่งในอนาคตที่อารยธรรมล่มสลาย  มีแต่ทะเลทรายกับผู้คนอดอยากหิวโหย และน้ำกับน้ำมันเป็นสิ่งมีค่าชนิดที่คนต่างไล่ล่าแย่งชิงมาครอบครอง ตัวหนังโชว์ภาพการต่อสู้แบบบู๊ล้างผลาญ ยิงอาวุธใส่กันอย่างมันหยด เป็นการดึงเอาสัญชาตญาณดิบเถื่อนของคนในยามที่ต้องเอาตัวรอดมานำเสนอ แต่ในความดิบเถื่อนเหล่านั้น เรายังพบความเห็นอกเห็นใจแบบที่มนุษย์พึงมีปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เป็นระยะ

.

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Tomorrowland ก็ถ่ายทอดภาพในโลกอนาคตเช่นเดียวกับชื่อเรื่อง  แต่น่าสนใจที่มุมมองของภาพยนตร์เรื่องนี้จะพูดถึงภาพอนาคตในแง่ของความก้าวหน้าทางวิทยาการ บ้านเมืองในเรื่องนี้จึงมีความทันสมัย มีระบบสาธารณูปโภคที่ล้ำหน้า สร้างความตื่นเต้นและความสะดวกสบายให้ผู้คนในยุคนั้นอย่างมาก เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนตร์เรื่องแรก ทั้งที่พูดถึงอนาคตด้วยกันทั้งคู่
.

ถึงกระนั้น แม้แนวเรื่องจะมีความแตกต่าง แต่ภาพยนตร์ทั้งสองก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือการพูดถึง “ความหวัง” ดังจะเห็นว่าตัวละครในแต่ละเรื่องมีบทที่ต้องปะทะคารมหรือต้องโน้มน้าวใจเพื่อนเพื่อให้ต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นความตายในชีวิต ตัวอย่างในเรื่อง Mad Max ก็คงเป็นตอนที่พระเอกโน้มน้าวใจให้นางเอกและผู้ติดตามหันรถกลับไปฝ่าวงล้อมศัตรูเพื่อย้อนไปยึดคืนดินแดนที่จากมา หรืออย่างในเรื่อง Tomorrowland ก็คงเป็นตอนที่เคซี่ย์พยายามให้กำลังใจแฟรงก์เพื่อให้เขาเลิกมองโลกในแง่ร้ายแล้วหันมาใช้ความรู้สร้างสรรค์อนาคตที่สวยงามให้แก่โลกใบนี้
.

ถ้าไม่มีความหวัง อุปสรรคก็คงไม่ได้ทำหน้าที่พิสูจน์คน  เราทุกคนก็เช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรากำลังเคลื่อนไปสู่อนาคตในทุกขณะ  แต่เราได้ต่อสู้กับอุปสรรคอย่างมีความหวังไปแล้วกี่ครั้ง  หรือความหวังของเราถูกทำลายไปแล้วจากความผิดหวังที่ผ่านมา  มันสูญหายพร้อมกับวันเวลาที่เคลื่อนผ่านไปหรือไม่ ถ้าใช่ก็ขอให้ปลุกความหวังกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่มีความหวัง ก็เหมือนนั่งรออนาคตที่ปราศจากความหมาย
.

ฉันใดก็ฉันนั้น
.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Mad Max Fury Road

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Tomorrowland

, , ,

ใส่ความเห็น

ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ : หนังเลอะเทอะที่ไม่เละเทะ

“ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ : หนังเลอะเทอะที่ไม่เละเทะ”

“ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ” หนังไทยอารมณ์ดีที่เล่าเรื่องของ “ปีสุข” มนุษย์ป้าหน้าเฉิ่มแต่โลกสวยเป็นเลิศ  และน่าจะมีชีวิตอย่างคำพูดติดปากของนางว่า “แฮปปี้ดีออก”  ถ้าไม่ตกงาน  โดนผู้ชายปฏิเสธ แล้วยังมาตรวจพบโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจนอาจตายได้ภายใน 1 เดือนเข้าไปอีก  ร้อนถึง “กอล์ฟฟี่” เพื่อนเก้งเจ้าตำรับท่าออกกำลังกาย T26 ต้องออกแรงสอนเต้นเพื่อให้เพื่อนสาวหนีพ้นโรคร้ายได้สำเร็จ

.

20150515-170520-32cb0c61a3c829ff9c154465bd8e8680

.

หนังเล่าอาการมองโลกในแง่ดีของปีสุขแบบเกินมนุษย์ปกติจะทำกัน เช่น ทำบุญกรวดน้ำกับพระผ่านหน้าจอแท็บเล็ต รวมถึงความรู้สึกแฮปปี้กับทุกเรื่องรอบตัว เป็นต้น  บุคลิกของปีสุขจึงดูเกิน ๆ เหมือนหลุดมาจากโลกตัวการ์ตูน  ไม่ต่างจากกอล์ฟฟี่ที่แม้จะเป็นเพียงพนักงานขายของตามร้านธรรมดา แต่จู่ ๆ ก็กล้าเต้นท่าประหลาดกลางสยามสแควร์ทุกเที่ยงวัน  การที่ผู้สร้างปูพื้นตัวละครมาแบบโอเวอร์แอ็คติ้งขนาดนี้  จึงไม่น่าแปลกใจหากหนังจะเดินเรื่องต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความสมจริงหรือเหตุผลรองรับการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร   นึกภาพง่าย ๆ ว่ากำลังดูการ์ตูนตลกที่เผอิญใช้คนจริงมาแสดงนั่นเอง

.

แม้จะมีความเป็นคอเมดี้ค่อนข้างสูง  แต่ก็มีช่วงที่หนังพาผู้ชมดิ่งลึกไปกับอารมณ์ดราม่าของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ  ถึงจะไม่ถึงขั้นเรียกน้ำตา แต่ก็ถือว่าครบรสแบบฮาปนซึ้ง (แม้รสชาติจะไม่กลมกล่อมแบบหวานอมเปรี้ยวสักเท่าไหร่เลยก็ตาม)   นักแสดงบทกอล์ฟฟี่เข้าถึงบทบาทชนิดหาตัวจับยาก  ปีสุขก็เอาตัวรอดได้ตามมาตรฐานนักเอกแนวหน้าของเมืองไทย  ส่วนตัวละครอื่น ๆ เช่น “ตุลย์” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกแต่บทก็ไม่เด่นเหมือนคนเขียนบทลืมให้ความสำคัญ  อีกทั้ง “หมวยเล็ก” เพื่อนร่วมก๊วนของปีสุขและกอล์ฟฟี่ที่บทก็ไม่เด่น  แต่ให้ขาดนางก็ไม่ได้  ในฐานะที่นางดูจะเป็นมนุษย์ปกติเพียงคนเดียวในเรื่องที่คอยรั้ง ๆ ความหลุดโลกของตัวละครอื่น ๆ เอาไว้
.

สุดท้ายภายใต้ความขบขัน  ป้าแฮปปี้ฯ ก็พาผู้ชมไปค้นพบข้อคิดเล็ก ๆ ให้ได้เลือกทำระหว่างร้องไห้ให้หายบ้าหรือเฮฮาให้สุดติ่งในเวลาอันน้อยนิดของชีวิตอันแสนสั้น  ประเด็นสำคัญที่จะไม่ย้ำไม่ได้ คืออย่าหาเหตุผลหรือความสมจริงใด ๆ จากหนังเรื่องนี้  เพราะมันคือการ์ตูนที่แสดงโดยคนจริง
.

, , ,

ใส่ความเห็น

“ผีห่าอโยธยา” พลิกมิติซอมบี้ผีไทยใส่ผ้าซิ่นไล่กินคน

“ผีห่าอโยธยา” คือหนังผีไทยที่พยายามสอดแทรกกลิ่นไอของซอมบี้แบบฝรั่ง   สร้างเรื่องราวจากจินตนาการที่อาศัยฉากหลังเป็นหมู่บ้านสมัยกรุงศรีอยุธยา  ที่ซึ่งชาวบ้านในเรื่องต้องเผชิญหน้ากับโรคห่าระบาด ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่จู่ ๆ ศพเหล่านั้นกลับลุกขึ้นเดินได้และไล่อาละวาดกินคนที่ยังมีชีวิตอยู่  เกิดเป็นเรื่องราวให้ติดตามว่าตัวละครที่เหลือจะเอาชีวิตรอดจาก “ซอมบี้” หรือ “ผีห่า”  เหล่านั้นกันอย่างไร
.

poster1

.

               ภาพยนตร์มีการผสมผสานสูตรการเล่าเรื่องตามขนบหนังไทยและหนังฝรั่งไปพร้อม ๆ กัน  ขนบหนังไทยก็อย่างเช่น “ไอ้คง” เด็กวัดที่หลงรักลูกสาวเศรษฐีอย่าง “เมี้ยน” เกิดเป็นเรื่องรักที่มีอุปสรรคตามแบบฉบับดอกฟ้ากับหมาวัด  หรือ “ไอ้ขวัญ” ชายหนุ่มเปี่ยมเมตตาที่มาหลงรัก “พลอย” หญิงคณิกาแห่งโรงบำเรอ ก็สร้างดราม่าแบบรักต่างสถานะได้พอประมาณ  ส่วนขนบหนังฝรั่งก็จะเป็นเรื่องแนวตัวละครหลายตัวที่หนีภัยมาหลบที่เดียวกัน แล้วต่างคนต่างแสดงธาตุแท้ของตัวเองออกมา  หรือไม่ก็เรื่องทำนองที่ต้องฆ่าเพื่อนสนิทด้วยความจำเป็น  รวมถึงแนวเรื่องที่ไม่ยากเกินคาดเดาว่าตัวละครเหล่านี้ต้องค่อย ๆ ตายไปทีละตัวนั่นก็ด้วย
.

07

.

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเป็นขนบอยู่ในเรื่องค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความมันแบบเลือดสาดตอนต่อสู้กับซอมบี้ลงเลย คงถูกอกถูกใจคอหนังแนวนี้อยู่ไม่น้อย อีกทั้งการแต่งหน้าผีห่าและคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ทำให้การฟันหัวหลุดกระเด็นนั้นดูสมจริงเป็นอีกประเด็นที่ต้องชื่นชมสำหรับหนังเรื่องนี้ รวมถึงการสร้างซอมบี้ที่นุ่งผ้าซิ่น (รึเปล่า) ก็เป็นลักษณะที่น่าสนใจและแปลกตาไปจากซอมบี้ใน The Walking Dead ของฝรั่ง รวมทั้งอาวุธที่ใช้ปราบผีอย่างดาบ ค้อน ปืนใหญ่ หรืออะไรที่พื้น ๆ มาก ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นหนังย้อนยุค ก็ทำให้ผีห่าในเรื่องมีความเป็นไทยและไม่ซ้ำกับซอมบี้สัญชาติตะวันตกที่เอะอะก็โดนยิงหัวกระจายอยู่ถ่ายเดียว

.

05

.

ในหนังมีการปูพื้นหลังให้ตัวละครแต่ละตัวด้วย แต่ยังไม่แน่นมากนัก  พอถึงบทที่จะเอาปมเหล่านั้นมาทำเป็นฉากดราม่าก็รู้สึกได้ว่ามันยังไม่ถึงที่สุด อย่าง “เทพ” อดีตทหารหนีทัพ ก็พยายามลบอดีตของตัวเองด้วยการช่วยเหลือทุกคนให้พ้นจากผีห่า แม้ผู้ชมจะพอรู้ว่าเทพมีความผิดฝังใจในอดีต แต่ดูแล้วก็ไม่ซึ้งเท่าไหร่ หรือกรณีที่พลอยนอนกอดคนรักของตัวเองทั้งที่รู้เขาว่ากำลังจะกลายร่างเป็นผีห่า ดูแล้วก็เกือบซึ้ง ถ้าให้เวลากับการปูพื้นและฉากสะเทือนใจเหล่านี้อีกหน่อย ก็เชื่อว่าจะเรียกน้ำตาผู้ชมได้ไม่น้อย  และภาพยนตร์ก็จะมีความยาวมากขึ้น ไม่ได้รู้สึกว่าจบเร็วไปหน่อยอย่างที่เป็นอยู่  แล้วนักแสดงที่รับบทพลอยก็ต้องชื่นชม  เพราะเธอเล่นบทยากด้วยการเป็นคนใบ้  ผู้ต้องแสดงอารมณ์ของตัวละครผ่านสีหน้าและแววตาเท่านั้น โดยไม่สามารถพูดอะไรได้สักประโยค  ประเด็นนี้พลอยตีบทแตกกระจุย
.

โดยภาพรวม ผีห่าอโยธยาได้สร้างซอมบี้ผีไทยใส่ผ้าซิ่นไล่กินคนเป็นมิติใหม่ ให้ความสนุกสนานแก่ผู้ชมได้พอตัว ถ้าฉากดราม่าเข้มข้นกว่านี้ได้ก็จะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

.
 .

ใส่ความเห็น

Forrest Gump : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

Forrest Gump หรือชื่อภาษาไทยว่า ‘อัจฉริยะปัญญานิ่ม’ น่าจะเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคนรวมทั้งผมด้วย  หนังปี 1994 เรื่องนี้ตั้งชื่อตามตัวเอกของเรื่องคือ ฟอร์เรสต์ กัมพ์ หนุ่มไอคิวต่ำขนาดที่ครูยังไม่อยากรับเข้าโรงเรียน แต่สุดท้ายก็ได้เรียนหนังสือ ได้เข้ามหาวิทยาลัย ได้เป็นผู้เล่นฟุตบอลทีมชาติ ได้เป็นทหารในสงครามเวียดนาม ได้เหรียญกล้าหาญ ได้เป็นนักกีฬาปิงปอง ได้เป็นกัปตันเรือกุ้ง ได้เป็นนักวิ่งข้ามประเทศ และอะไรที่ไม่น่าเชื่อว่าช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่งจะเป็นได้มากถึงเพียงนั้น

.

1396541713-1912089645-o

.

หนังเล่าเรื่องไปข้างหน้าเรื่อย ๆ แทบจะเป็นเส้นตรง เหมือนไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ชวนติดตาม ทั้งยังให้ความรู้สึกเรียบง่าย  สอดคล้องกับอุปนิสัยของตัวเอกที่พอใจอยู่กับชีวิตทุกช่วงขณะ  ไม่สุขจนล้นและไม่ทุกข์จนฟูมฟาย  เป็นคนที่มีชีวิตยืนหยัดอยู่ได้ทุกสถานการณ์

…แม้จะมีแอบเหงาบ้างเวลาคิดถึงเพื่อนสนิทและคนรักอย่างเจนนี่ก็ตาม

เจนนี่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นเพื่อนสนิทของฟอร์เรสต์อย่างที่เขาชอบบอกว่า “เราสองคนตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋”  แต่ในความใกล้ชิดนั้น ผู้ชมจะเห็นอุปนิสัยของเจนนี่ที่แตกต่างกับฟอร์เรสต์อย่างสิ้นเชิง  เพราะในขณะที่ฟอร์เรสต์พอใจอยู่กับปัจจุบัน  เจนนี่กลับพยายามพาตัวเองไปให้ไกลจากภาวะที่เป็นอยู่  แต่ไม่รู้เป็นเพราะความเร่งร้อนหรือเพราะจังหวะไม่ลงตัว  สิ่งที่เธอหวังอยากจะเป็นก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเสมอ  อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย เจนนี่ก็เรียนไม่จบเพราะเลือกทำตามใจโดยการไปถ่ายภาพนิตยสารเพลย์บอย  พออยากเป็นนักร้องก็ได้เป็นนักร้องเปลือยในผับ  อยากมีคนดูแลแต่ก็ได้เจอผู้ชายที่ตบตีเธอ  อยากใช้ชีวิตบุปผาชนก็หนีไม่พ้นยาเสพติด ฯลฯ   การเลือกใช้ชีวิตอิสระของเธอที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อตอนวัยเด็กที่เธอพยายามอธิษฐานให้ตัวเองกลายเป็นนกที่บินได้อย่างเสรี  เพื่อจะบินหนีพ่อใจร้ายของเธอ  แต่ในความเป็นจริง เธอกลับไม่เคยได้เป็นนกอย่างที่ขอ

.

obrazek-forrest

.

ขณะที่ฟอร์เรสต์ซึ่งใคร ๆ หาว่าปัญญาอ่อน  แต่การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จหลาย ๆ เรื่อง  อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่เขาได้เป็นผู้เล่นอเมริกันฟุตบอล  เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการพาลูกบอลวิ่งไปข้างหน้า  พอเป็นทหารก็จดจ่ออยู่กับภาระหน้าที่ตรงหน้าจนรอดชีวิตจากสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่ตอนหัดเล่นปิงปองที่ครูคนแรกบอกว่า “อย่าละสายตาไปจากลูก” ฟอร์เรสต์ก็มองลูกปิงปองโดยที่ไม่กะพริบตาเลยจริง ๆ (ทอม แฮงก์ ที่แสดงเป็นฟอร์เรสต์ กัมพ์ เก็บทุกรายละเอียดของตัวละครนี้ไว้ได้  นับเป็นนักแสดงที่ตีบทแตกกระจุย) หลายคนคิดว่าเพราะเขาปัญญาอ่อนก็เลยไม่มีความคิด  แต่ถ้าเรามองมุมกลับบ้างล่ะ  คนปกติทั้งหลายที่มีความคิด  เคยเอาความคิดฟุ้งซ่านออกจากภาระที่ตนรับผิดชอบทุกวันบ้างรึเปล่า

บั๊บบาก็เป็นอีกตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นตัวเปรียบเทียบกับฟอร์เรสต์  เขาเป็นเพื่อนของฟอร์เรสต์ในค่ายทหาร  แม้จะฝึกรบมาด้วยกัน  แต่ใจของบั๊บบาก็ไม่ได้อยู่กับการต่อสู้เลย  ผู้ชมจะเห็นเขาพล่ามแต่เรื่องอดีตว่าตัวเองเคยจับกุ้งมาได้อย่างไร  หรือไม่ก็ฝันถึงอนาคตว่าถ้าหากปลดประจำการแล้วก็จะเป็นกัปตันเรือกุ้ง แล้วจะให้เพื่อนซี้อย่างฟอร์เรสต์เป็นต้นหนเรือให้ด้วย  การปล่อยให้ตัวละครพูดถึงภูมิหลังและอนาคตของตัวเองมากมายขนาดนี้  นอกจากจะต้องการให้เป็นตัวเปรียบกับฟอร์เรสต์ (ผู้อยู่กับปัจจุบัน) แล้ว  ยังทำให้การตายของตัวละครนี้ในสงครามเวียดนามมีความน่าสะเทือนใจ (เพราะยังไม่ได้ทำตามฝัน) ขณะเดียวกันนั้น ก็เป็นแรงผลักดันให้ฟอร์เรสต์อยากทำตามสัญญาว่าจะทำงานบนเรือกุ้งของเพื่อนรักให้เป็นความจริงด้วย

.

ForrestGumpBubba

.

ผู้หมวดแดนเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความคิดยึดติดอยู่กับปณิธานบางอย่าง  เพราะสืบเชื้อสายมาจากนายทหารผู้สละชีพในสงครามหลายต่อหลายครั้ง  เขาจึงรู้สึกเป็นเกียรติหากจะได้ตายในสงครามเวียดนามแทนที่จะรอดชีวิตกลับมา แต่เมื่อผู้หมวดแดนรอดกลับมาในสภาพคนพิการ (เพราะฟอร์เรสต์ช่วยไว้)  เขาก็รับความจริงไม่ได้ในตอนแรก  เพราะยึดติดอยู่กับปณิธานดั้งเดิม  แต่สุดท้ายการได้พบกับฟอร์เรสต์ก็ทำให้ทัศนคติต่อการมีชีวิตอยู่ต่อของเขาเปลี่ยนไป จากคนที่ยึดติดก็ปล่อยวาง  และดื่มด่ำกับชีวิตในปัจจุบันได้มากขึ้น

.

5362c632d725d

.

Forrest Gump เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้น แต่บอกเล่าด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ สบาย ๆ ของตัวเอก  ขณะเดียวกันก็มีความเหนือจริงให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเรื่อง   เห็นได้จากที่ไม่ว่าจะทำอะไร  ฟอร์เรสต์ก็ประสบความสำเร็จจนถึงที่สุดเสมอ  ยากที่จะเชื่อถือได้ในความเป็นจริง  แต่หากมองว่านี่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมแล้ว  ก็น่าสนใจว่าคนที่ทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงก็จะประสบความสำเร็จได้เสมอ  แถมสำเร็จได้หลายเรื่องและหลายครั้งอีกต่างหาก  เรื่องที่ดูไร้เหตุผลในหนังเรื่องนี้พอมีซ้ำ ๆ หลายครั้งเข้า  มันก็เลยมีเหตุผลขึ้นมาเอง (งงมั้ยครับ)  ไหน ๆ ก็เกินจริงมาเรื่องหนึ่งแล้ว  จะเกินจริงต่อไปอีกสองสามเรื่องจะเป็นไร

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ยังเป็นการผูกเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์ของอเมริกาช่วงต่าง ๆ มีบุคคลสำคัญอย่างประธานาธิบดี นักร้อง และคนมีชื่อเสียงอื่น ๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของฟอร์เรสต์  แต่ก็มาแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญ  แน่นอนว่า ฟอร์เรสต์ไม่สนใจอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว  เขาสนใจแต่สิ่งที่เขาอยากทำ  และเมื่อไม่อยากทำเขาก็หยุด  ไม่มีเหตุผล ไม่มีความใฝ่ฝัน ไม่มีแรงผลักดันอะไรมากมายสำหรับประเด็นนี้  ดังตอนที่ฟอร์เรสต์โด่งดังจากการเป็นนักวิ่งข้ามประเทศ  นักข่าวพากันรุมถามเขาว่าวิ่งเพื่ออะไร  วิ่งเพื่อประท้วง ?  วิ่งเพื่อเสรีภาพ ?  วิ่งเพือสิทธิสตรี ?  แต่ที่ฟอร์เรสต์ตอบคือ “ผมอยากวิ่ง” และเมื่อเขารู้สึกว่าการวิ่งมาถึงจุดอิ่มตัว  เขาก็แค่บอกผู้ติดตามว่า “ผมเหนื่อยแล้ว  ผมอยากกับบ้าน”  ไม่มีเหตุผลมากกว่านี้จริง ๆ

.

FG fav 2

.

Forrest Gump อาจไม่ได้บอกผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาว่าเราควรหันกลับมามองตัวเอง  และให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าการมองไปยังอนาคตหรือจมอยู่กับอดีต  เพราะการทำให้วันนี้ให้ดีที่สุด จะทำให้เรามีความสุขกับตัวเองทุก ๆ วัน

บรรทัดสุดท้ายอยากบอกว่า “อัจฉริยะปัญญานิ่ม” คือชื่อไทยที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาชื่อไทยของหนังต่างประเทศเรื่องอื่น ๆ

.

หนังตัวอย่าง
.

, ,

ใส่ความเห็น

ก้าวย่างในความทรงจำ : จุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญของการเดินทาง

อลัน คริสตอฟเฟอร์สัน น่าจะเป็นชายหนุ่มอายุไม่ถึงสามสิบปีที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทโฆษณาของเขาที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม  หรือเพราะบ้าน รถ และทรัพย์สินอันหรูหราต่าง ๆ แต่ยังรวมถึง แม็คเคล คนรักที่อยู่เคียงข้างและสร้างอนาคตร่วมกันมาโดยตลอด  แต่แล้วชะตาก็พลิกผัน เมื่ออลันต้องสูญเสียทุกอย่างไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งบริษัทที่ถูกโกง บ้านและรถที่ถูกยึด รวมทั้งภรรยาที่มาเสียชีวิตในช่วงเวลาที่ทุกอย่างย่ำแย่ถึงขีดสุด อลันตัดสินใจทิ้งความทรงจำไว้เบื้องหลัง  และออกเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ตอนนั้นเองที่เขาพบว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่และชีวิตใหม่ของเขาเพิ่งเริ่มขึ้น
.

52cb73bf3de4c_XXL

.

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนวนิยายเรื่อง “ก้าวย่างในความทรงจำ” ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต อันเป็นมูลเหตุให้เขาออกเดินทางด้วยสองขาของตนเองเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง ซึ่งในตอนแรกเขาคงคิดว่าแค่ไปให้พ้นจากที่ ๆ มีความทรงจำเดิมของตนเท่านั้นเอง  แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งพบอะไรหลายอย่างที่ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

.
อย่างแรก อลันได้มีโอกาสทบทวนความทรงจำต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ทั้งความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  กับความสูญเสียที่มาอย่างฉับพลันเหมือนไฟไหม้บ้าน เหลือเพียงซากปรักหักพังให้โหยหาและสะเทือนใจ ฉะนั้น การมีเวลาได้อยู่กับตนเองทำให้ความคิดของเขาค่อย ๆ ตกผลึก สะท้อนผ่านข้อความต่าง ๆ ที่ปรากฏในสมุดบันทึกของเขา ดังเช่นส่วนหนึ่งที่ปรากฏตอนต้นเรื่องว่า

.

…สวนอีเดนคือต้นแบบสำหรับทุกคนที่เคยสูญเสีย ซึ่งก็คือมวลมนุษยชาติทั้งหมดน่ะแหละ

การมีอยู่ก็คือการสูญเสีย  เช่นเดียวกับมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะตายไป  แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังอิจฉาแอดัมนะ

เพราะถึงแม้เขาจะสูญเสียอีเดนไป  เขาก็ยังมีอีฟของเขาอยู่ …

(หน้า 12)

.

การยกเรื่องราวของแอดัม อีฟ สวนอีเดน และพระเจ้ามักพบได้เสมอในนวนิยายของชาติตะวันตก  ทำนองเดียวกับเวลาที่เราอ่านนวนิยายไทย  แล้วพบเห็นเรื่องราวทำนองบาปบุญคุณโทษ กฎแห่งกรรม และพุทธศาสนาฉันใดก็ฉันนั้น  สำหรับเรื่องของอลันแล้ว ความคิดเรื่องความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าของเขาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อยจากการเดินทางครั้งนี้ ดังจะสังเกตว่านวนิยายหรือหนังจากชาติตะวันตกมักจะชอบเล่นกับเรื่องความเชื่อทางศาสนา เรามักพบว่าตัวละครจะแสดงออกในทำนองเคลือบแคลงหรือสงสัยต่อการมีอยู่ของพระเจ้าเสมอ  ตัวเอกของเรื่องนี้ก็เช่นกัน  ในช่วงเวลาที่แม็คเคลป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลรอบสองนั้น อลันได้คุกเข่าอ้อนวอนเพื่อขอชีวิตเธอต่อพระเจ้าในห้องน้ำสาธารณะ  แต่ภาษาที่ใช้ในตอนนี้ค่อนข้างเสียดสีการมีอยู่ของพระเจ้าอย่างรุนแรง  ดังจะเห็นจากที่ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ตอนดังกล่าวว่า

.

… “พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระองค์ฟังอยู่  ลูกจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้  ขอเพียงแต่พระองค์

ทรงละเว้นชีวิตของเธอ  ลูกขอวิงวอนอย่าได้พรากเธอไปจากลูกเลย  ผมคุกเข่าต่อไปอีกสิบนาที

จนกระทั่งใครบางคนลองเปิดประตู

                                              เราสามารถแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งกว่านี้ได้อีกสักเพียงใด  ผมคิด คุกเข่าอยู่บนพื้น

                                  ห้องน้ำสาธารณะนี่นะ พระเจ้าคงได้ยินคำภาวนาของฉันแน่ละ แต่ความจริงก็คือ ผมรู้สึกเหมือนผม

กำลังสวดภาวนาต่อความว่างเปล่า ผมอาจสวดภาวนาต่อโถปัสสาวะก็ได้ …

(หน้า 90-91)

.

จะเห็นว่าภาษาในตอนนี้ ผู้เขียนให้อลันไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้า จากการยกเอาของต่ำอย่างโถปัสสาวะมาเทียบกับสิ่งสูงส่งอย่างพระเจ้า  ก็ยิ่งนำให้ยิ่งเห็นภาพความแตกต่างอย่างสุดขั้ว และทำลายความน่าเชื่อถือของพระเจ้าอย่างแสบ ๆ คัน ๆ  อย่างไรก็ตาม  แอลลี่คือตัวละครที่เข้ามาระหว่างการเดินทาง และเธอก็ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องพระเจ้าแก่อลัน ดังที่แอลลี่ถามเขาว่า

.

…  “คุณเชื่อในพระเจ้าไหม”

“มีข้อสงสัยอยู่” ผมบอก

“แล้วมีคำตอบไหม”

“เอาเป็นว่าผมโกรธพระองค์มากเกินกว่าที่จะไม่เชื่อน่ะ”

“คุณโทษพระเจ้าสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหรือคะ”

“อาจจะใช่ คงใช่แหละ”

เธอนิ่วหน้า และผมมองออกเลยว่าสิ่งที่ผมพูดทำให้เธอไม่สบายใจ “ผมไม่ตั้งใจทำให้คุณ

เสียความรู้สึกหรอกนะ”

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่นึกสงสัยว่าทำไมเราถึงโทษพระเจ้าสำหรับทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องดี…”

(หน้า 203)

.

แม้นวนิยายจะไม่ได้บอกว่าอลันยอมรับพระเจ้าหรือไม่ แต่น้ำเสียงของการเล่าเรื่องก็ค่อนไปในทางบวกมากขึ้น จนกระทั่งตอนท้ายเรื่องที่บอกไม่ได้ว่ามันคือความฝันหรือปาฏิหาริย์ แต่ก็นำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่น่าประทับใจ

.

ถึงตอนจบจะไม่ยากเกินคาดเดา แต่ความน่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ระหว่างการเดินทางของตัวเอกมากกว่า  คล้าย ๆ ที่ใครบางคนเคยพูดเอาไว้ว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นอะไรที่เราได้ระหว่างทางต่างหาก

.

n343124

.

“ก้าวย่างในความทรงจำ” แปลจากเรื่อง The Walk ของ ริชาร์ด พอล เอแวนส์ (Richard Paul Evans) สำนวนภาษาไทยโดย ปัทมา อินทรักขา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2557 โดยแพรวสำนักพิมพ์ ยังพอหาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

, ,

ใส่ความเห็น

The Terminal : การรอคอย การมองโลกในแง่ดี และการเสียดสีอเมริกา

The Terminal เป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วชวนประทับใจมาก ๆ เรื่องหนึ่ง แม้จะมีอายุกว่า ๑๐ ปีแล้ว ( หนังฉายครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.๒๐๐๔) แต่พูดได้เลยว่า ผมสามารถดูเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้โดยไม่รู้สึกเบื่อแต่อย่างใด  ยิ่งดูหลายรอบก็ยิ่งได้ความคิดใหม่ ๆ ต่อยอดจากความรู้สึกในคราวก่อนทุกครั้ง  อย่างเช้าวันนี้ที่สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำมาฉายซ้ำก็เช่นกัน

233216

บรรทัดต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์

“The Terminal” หรือชื่อในภาษาไทยว่า “ด้วยรักและมิตรภาพ” กล่าวถึงเรื่องราวของ วิคเตอร์ นาวอร์สกี้ ชายชาวยุโรปตะวันออกผู้เดินทางมาถึงสนามบินเจ เอฟ เค ในนิวยอร์ก และพบว่าประเทศบ้านเกิดของตนมีเหตุจลาจล  ทำให้อเมริกาประกาศยกเลิกพาสปอร์ตของเขา  วิคเตอร์จึงไม่สามารถเข้าเมืองนิวยอร์กได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถนั่งเครื่องบินกลับประเทศของตนด้วย   เขาจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสำหรับผู้โดยสารที่รอเปลี่ยนเครื่องในสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวที่เขาอยู่ได้โดยไม่ผิดกฎหมายของอเมริกา  จนกว่าสงครามที่บ้านเกิดจะสงบ และอเมริกายอมรับรองสถานะให้พาสปอร์ตของเขาอีกครั้ง

ฟังดูเป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการสำหรับใครสักคนที่ต้องรออยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ลองจินตนาการดูว่า แค่เรามาถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องออกสัก ๒ ชั่วโมงก็ขี้เกียจจะคอยแล้ว แต่สำหรับวิคเตอร์ เขาต้องรอนานกว่านั้น จากวันเป็นสัปดาห์ และจากสัปดาห์เป็นเดือน เงินที่มีติดตัวก็เริ่มร่อยหรอ แต่เพราะความเป็นคนซื่อ วิคเตอร์ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในสนามบินแห่งนั้นด้วยวิธีการที่ชวนอมยิ้ม  เช่นเดียวกัน จากคนต่างชาติที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เพราะการมองโลกในแง่ดีของเขา วิคเตอร์ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ในสนามบินอย่าง “กุ๊ปตาร์” ชายชาวอินเดียที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด, “มัลรอย” รปภ. ร่างใหญ่ผิวสี,  “เอ็นริเก้” หนุ่มสเปนที่เป็นพนักงานขับรถขนอาหาร,  “ทอร์เรสต์” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “เอมิเลีย วอเรนท์”  แอร์โฮสเตสที่เป็นตัวเอกฝ่ายหญิงของเรื่องนี้ อะไรก็ดูจะคลี่คลายไปในทางที่ดี  แต่ดูเหมือนวิคเตอร์จะอยู่นานไปหน่อย  ทำให้ “แฟรงค์ ดิคสัน” เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินเกิดอาการไม่พอใจ เพราะมองเห็นว่าวิคเตอร์เป็นตัวปัญหาที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ และต้องหาทางกำจัดไปให้พ้นทางโดยเร็วที่สุด

ถึงตอนนี้ ผมจะแจกแจงให้เห็นทีละข้อเพื่อความเข้าใจง่ายและไม่หลุดประเด็นไปเรื่องอื่นก็แล้วกัน

การมองโลกในแง่ดี

ตัวละครวิคเตอร์ดูจะเฉิ่มเบอะเฟอะฟะในช่วงแรก  บวกกับยิ่งมาเจอสถานการณ์คับขันที่ต้องติดอยู่กับสนามบินอย่างในเรื่องนี้  เป็นใครก็คงสติแตกไปแล้ว  แต่วิคเตอร์กลับก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ด้วยการมองโลกในแง่ดีของเขา   จากคนที่แทบไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า ก็เริ่มรู้หนทางที่จะหาเงินในพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนั้นเพื่อเลี้ยงตัวเอง (ได้วิธีไหนต้องดู)  หรือจากการที่เขาเพียรพยายามยื่นคำขอผ่านเข้าเมืองทุกวัน (ทั้งที่ไม่มีโอกาสจะผ่านไปได้) ด้วยเหตุผลที่เขาบอกแก่เจ้าหน้าที่ทอร์เรสต์ว่า “คุณมีตราประทับสีแดง (ไม่อนุมติ) และตราประทับสีเขียว (อนุมัติ) ผมก็มีโอกาส 50/50 ที่จะได้รับการอนุญาตให้เข้าเมือง”

ถึงตรงนี้ดูเหมือนภาพยนตร์กำลังจะบอกผู้ชมว่าต่อให้อุปสรรคจะหนักหนาแค่ไหน แต่ทุกอย่างก็ดูเบาลงไปเพียงแค่ปรับทัศนคติและเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นเอง

the-terminal-movie-screenshot-2004

การรอคอย

คำพูดติดปากประโยคหนึ่งของวิคเตอร์คือ “ไม่เป็นไร…ผมรอได้”  และนั่นทำให้ตลอดทั้งเรื่องมีหลายอย่างที่เขารู้จักจะรอคอยอย่างอดทนและมีความหวัง (สอดคล้องกับประเด็นแรกเรื่องการมองโลกในแง่ดี) ไม่เพียงแต่การอยู่ในสนามบินและรอให้สงครามในประเทศบ้านเกิดสงบเท่านั้น วิคเตอร์ยังรอที่จะทำความฝันของพ่อให้เป็นจริง รอคอยให้เสียงเพจเจอร์ดังเรียกตัวเพื่อไปพบเจ้าหน้าที่  และเขาก็ยังรอเอมิเลียในทุกทีที่เธอจะกลับมายังสนามบินเจ เอฟ เค เดือนละสองครั้ง ทุกการรอคอยของเขามีความหมายซ่อนอยู่  เห็นได้จากประโยคที่เขาบอกแก่เอมิเลียว่า “คนเราทุกคนล้วนรอคอยบางสิ่งบางอย่าง”  และสำหรับวิคเตอร์แล้ว “ผมรอ…รอเพื่อจะพบคุณ” (วี้ดวิ้ววว)

ก็จริงอย่างวิคเตอร์บอกนั่นแหละ เราทุกคนต่างรอคอยบางสิ่งบางอย่าง เอมิเลียก็เช่นกัน เธอเองก็มีปัญหาหัวใจในฐานะที่ตกเป็นรักที่ถูกซ่อนของคนอื่น  ก็ทำได้เพียงรอว่าเมื่อไหร่ใครคนนั้นจะส่งเพจเรียกหาในเวลาที่ว่างจากตัวจริง

ไม่เว้นแม้แต่ตัวร้ายของเรื่องอย่างดิคสัน เขาก็รอที่จะไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้เช่นเดียวกับวิคเตอร์  แต่เขาจะไปในฐานะผู้อำนวยการภาคสนาม(อะไรสักอย่าง) ซึ่งหมายถึงการเลื่อนขั้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น  เมื่อวิคเตอร์เข้ามาทำความปั่นป่วนจนคิคสันเสียงาน และอาจพลาดการเลื่อนตำแหน่ง ดิคสันถึงกับประกาศต่อวิคเตอร์ว่า “ถ้าฉันติดอยู่ที่นี่  นายก็จะติดอยู่ที่นี่ด้วย” เรียกว่ารอกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว

การรอคอยในที่นี้ดูจะเป็นประเด็นหลักของเรื่อง ถึงขนาดเขียนเป็นคำโปรยติดโปสเตอร์ว่า “Life is waiting” หรือ “ชีวิตคือการรอคอย” นั่นเอง

TerminalKathTom

การเสียดสีอเมริกา

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงคิดได้แค่ประเด็นที่แล้ว แต่วันนี้ผมเพิ่งคิดได้ว่า หนัง feel good เรื่องที่ว่า แท้จริงมีการเสียดสีเหน็บแนมความเป็นอเมริกาไว้อย่างเผ็ดร้อนเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปตอนที่ผมค้างไว้ว่าวิคเตอร์เข้ามาทำความปั่นป่วนใจแก่คิคสันเสียงานนั้น อันที่จริงเป็นเรื่องการแสดงความมีมนุษยธรรมของวิคเตอร์เสียมากกว่า  เหตุการณ์ในเรื่องก็คือ ชายชาวยุโรปตะวันออกคนหนึ่งซื้อยามาเพื่อจะนำกลับไปรักษาพ่อยังประเทศของตนโดยไม่มีใบรับรองจากประเทศต้นทาง  ตามกฎของสนามบินเจ เอฟ เค เจ้าหน้าที่จะต้องยึดยาเอาไว้ที่สนามบิน และปล่อยให้ผ่านขึ้นเครื่องบินไปได้เฉพาะคนเท่านั้น  ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการคลุ้มคลั่ง วิคเตอร์เลยถูกเรียกตัวมาเป็นล่ามเพื่อแปลภาษา วิคเตอร์แก้ต่างว่ายานั้นใช้สำหรับ “แพะ” ไม่ใช่ “พ่อ” (แน่นอนว่าวิคเตอร์โกหก ) ทั้งยาทั้งคนจึงผ่านขึ้นเครื่องบินไปได้ ขณะที่ดิคสันผู้ยึดมั่นในกฏระเบียบอย่างตายตัวก็ถูกตราหน้าจากทุกคนโดยเฉพาะผู้ประเมินงานว่าเขาขาดมนุษยธรรม (หรืออะไรที่คล้าย ๆ อย่างนั้น) นี่คือเหตุผลที่ดิคสันโมโหมาก และคอยจองเวรวิคเตอร์ตลอดทั้งเรื่อง

The-Terminal

ถามว่าเรื่องนี้เสียดสีอเมริกาอย่างไร ก็ตอบว่าเสียดสีผ่านตัวละครอย่างแฟรงก์ ดิคสัน ผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างตายตัวนั่นแหละ ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวเป็นมาตรฐานแล้วเชื่อว่าจะวัดทุกอย่างได้ตรงเผงเหมือนกันหมด  ไม่ต่างจากอเมริกาที่ทำตัวเป็นตำรวจโลก ตำรวจประชาธิปไตย หรืออะไรทำนองนั้น  ชอบคิดเองเออเองว่าชาติใดในโลกที่มีแนวปฏิบัติต่างไปจากตนแล้วก็ถือว่าผิด ต้องหาเหตุเข้าไปจุ้นจ้านแทรกแซงเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศเขาเสียหมด  พอเขาไม่เชื่อ  ก็หาทางกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา  อ้างเหตุผลโน่นนี่ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะตักตวงเอาผลประโยชน์เข้าตัว

ในหนังก็เหมือนกัน สงครามเกิดในประเทศของวิคเตอร์ แต่อเมริกากลับยกเลิกพาสปอร์ตเขา ไม่ยอมรับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แล้วอย่างนี้จะบอกว่าอเมริกาเป็นชาติเสรีที่เคารพสิทธิทุกคนเห็นจะยาก

ไม่เพียงแค่นั้น  หากเรามองเพื่อนของวิคเตอร์ที่เป็นตัวละครประกอบทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติหรือเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมอเมริกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกุ๊ปตาร์ (ชาวอินเดีย) เอ็นริเก้ (หนุ่มสเปน) และมัลรอย (ชายผิวสี) คนเหล่านี้ต่างยินยอมสูญเสียสิทธิเสรีภาพบางอย่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและทำให้ตนเองมีชีวิตอยู่ในอเมริกาได้ต่อไป  เป็นลักษณะของคนตัวเล็ก ๆ ที่ยอมจำนนต่อยักษ์ใหญ่ด้วยความจำเป็น  ฉะนั้น ฉากที่กุ๊ปตาร์ถือไม้ถูพื้นเพียงอันเดียวแล้วเดินเข้าไปหยุดเครื่องบินลำยักษ์ในตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นฉากที่สะท้อนความหมายไว้อย่างลึกซึ้ง  เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการต่อต้าน ผู้มีอำนาจ ดังที่เราจะเห็นว่าคนธรรมดาก็สามารถหยุดเครื่องบินได้  และเมื่อคนธรรมดานั้นไม่ใช่ชาวอเมริกัน  ขณะที่เครื่องบินเป็นของโบอิ้งที่ผลิตโดยอเมริกา  นัยยะที่ซ่อนอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้น  แม้ผู้สร้างจะพยายามซ่อนไว้ภายใต้อารมณ์ขันแล้วก็ตาม

เขียนถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาแย้งว่าถ้าเกลียดอเมริกาก็อย่ามาดูหนังเขา  ผมก็ตอบตรงนี้เลยว่าไม่ได้เกลียด ออกจะชื่นชมด้วยซ้ำ
หนังที่เสียดสีประเทศของตนเองได้ก็น่านับถือน้ำใจของผู้สร้างมิใช่หรือ

,

ใส่ความเห็น