The Man Who Knew Infinity เพราะผลลัพธ์ทางจิตใจคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้

The Man Who Knew Infinity หรือชื่อภาษาไทยว่า อัจฉริยะโลกไม่รัก เป็นภาพยนตร์แนวอัตชีวประวัติที่สร้างจากชีวิตจริงของ ศรีนิวาสะ รามานุจัน หนุ่มชาวอินเดียผู้มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับอัจฉริยะ  แม้จะค้นพบทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ด้วยตนเองตั้งแต่อายุสิบสอง  แต่ถูกไล่ออกตอนอายุยี่สิบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน  จึงไม่มีปริญญาติดตัว ทั้งยังมีแม่และภรรยาที่เขาต้องเลี้ยงดู นับเป็นการเปิดเรื่องด้วยชีวิตแร้นแค้นของตัวเอกที่สร้างแรงสะเทือนใจได้มากพอสมควร แต่หลังจากได้งานเป็นเสมียน รามานุจันก็ได้แรงกระตุ้นจากเจ้านายผู้มองเห็นพรสวรรค์ของเขา “สูตรคณิตศาสตร์เหล่านี้จะต้องเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก จะปล่อยให้ตายไปพร้อมกับคนคิดไม่ได้” รามานุจันเริ่มเขียนจดหมายถึงศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และเป็นเหตุให้เขาได้รับเชิญไปที่นั่นในเวลาต่อมา

.

The-Man-Who-Knew-Infinity-1

.
หนังเดินเรื่องอย่างเนิบนาบ ไม่หวือหวา แต่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างอารมณ์กระทบใจให้แก่ผู้ชมอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยเส้นเรื่องที่น่าสนใจหลายเส้นคู่ขนานกันมาในตอนต้น ก่อนจะบรรจบกันในตอนท้ายอย่างทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องหลักที่พูดถึงความสัมพันธ์และการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างรามานุจันกับศาสตราจารย์ จี.เอช. ฮาร์ดี้  เส้นเรื่องที่สองว่าด้วยการต่อสู้ชีวิตของรามานุจันบนดินแดนอังกฤษ ที่ซึ่งไม่ยอมรับตัวตนของเขาเพราะเขาไม่มีปริญญา ไม่ใช่คนอังกฤษ และไม่ใช่คนผิวขาว  และเส้นเรื่องสุดท้ายว่าด้วยความสัมพันธ์ของเขากับจานาคี หญิงคนรัก ที่ยังรอคอยรามานุจันอยู่ที่อินเดีย ถ้าจะบอกว่านี่คือหนังชีวิตก็สะท้อนภาพชีวิตของคนคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้และพยายามอย่างมากเพื่อประสบความสำเร็จให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รามานุจันคาดหวังมาตลอดนับจากเดินทางออกจากแผ่นดินเกิด

.

recommend-movie-6-2

.

รามานุจัน เป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ที่ค้นพบทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย และเขาก็มั่นใจในความถูกต้อง แม้จะปราศจากข้อพิสูจน์ใด ๆ เขาบอกว่า พระเจ้าบอกสูตรคณิตศาสตร์เหล่านั้นแก่เขา ขณะที่ศาสตราจารย์ฮาร์ดี้กลับเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือ ไม่เชื่อพระเจ้า แต่เชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้ เขาจึงอุทิศตนให้แก่คณิตศาสตร์ และพยายามกล่อมเกลารามานุจันให้หันกลับมาพิสูจน์ทฤษฎีของตนเอง เพื่อให้ความรู้ของเขาเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ หนังเดินเรื่องให้เห็นว่าทั้งคู่ต่างเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันทีละน้อยเพื่อร่วมกันสร้างผลงานทางคณิตศาสตร์  รามานุจันลดความมั่นใจที่ใคร ๆ เรียกว่าความโอหังลง และหันไปให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ทฤษฎีมากขึ้น ขณะที่ศาสตราจารย์ฮาร์ดี้ก็ลดกำแพงทางวิชาการของตนลงมา เพื่อเปิดรับจินตนาการบริสุทธิ์ของรามานุจัน  ผลงานที่ทั้งคู่ร่วมกันสร้างได้พลิกวงการคณิตศาสตร์ในเวลาต่อมา  หนังตอนนี้ให้ความรู้สึกของศิษย์-อาจารย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาด้วยกัน และเข้าใจกันเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่ผ่านไป จนพร้อมจะก้าวผ่านอุปสรรคด้วยกัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะหนักหนาเพียงใดก็ตาม  นักแสดงผู้รับบทบาทตัวละครทั้งสองทำหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมากตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะบทประชันฝีปากของทั้งคู่ที่สั้น กระชับ แต่เปี่ยมพลังในความรู้สึก
.

recommend-movie-6-1

.

นอกจากจะต้องต่อสู้ทางวิชาการแล้ว รามานุจันยังต้องต่อสู้กับสังคมอังกฤษที่ไม่ยอมรับตัวตนของเขา ซึ่งหากใครศึกษาเรื่องการเหยียดสีผิวหรือการเหยียดเชื้อชาติ หรืองานแนวยุคอาณานิคม หรือหลังอาณานิคม เรื่องราวตอนนี้คงช่วยให้เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และสังคมสมัยนั้นมากขึ้น เพราะแม้จะทราบว่ารามานุจันได้รับเชิญมาอังกฤษเพราะความสามารถทางคณิตศาสตร์ แต่เพราะเขาเป็นคนอินเดียซึ่งมีอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมและไม่ใช่คนผิวขาว จึงทำให้ถูกรังแกเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง ความเป็นคนของเขาไม่ได้เทียบเท่ากับคนอื่น ๆ ในเมืองผู้ดี  หากใครคิดว่าอังกฤษเป็นดินแดนต้นแบบประชาธิปไตยมานับร้อยปี คงต้องทบทวนโดยการหันมาดูสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของเพื่อนมนุษย์ที่รามานุจันได้รับในหนังเรื่องนี้

.
recommend-movie-6-5
.

อีกสิ่งหนึ่งที่รามานุจันต้องต่อสู้คือความรู้สึกผิดและความรู้สึกคิดถึงคนรักที่เขาทอดทิ้งไว้ที่อินเดียเพื่อมาตามหาความฝันที่อังกฤษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังพยายามทำให้เรื่องนี้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีผลต่อแรงขับเคลื่อนในการสร้างงานของรามานุจัน เพื่อทำให้เห็นว่าคน ๆ หนึ่งต้องต่อสู้และเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้คนที่เหยียดหยามเขาหันมายอมรับ

.
“The Man Who Knew Infinity  อัจฉริยะโลกไม่รัก” ทำให้ผมได้หันกลับมามองตัวเองว่า เราโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายอย่างที่รามานุจันต้องประสบ ต้นทุนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตของเรามีมากมายกว่าเขามาก ฉะนั้น อย่าปล่อยเวลาชีวิตให้ล่วงเลยไปอย่างไร้ค่า เพราะสามสิบปีของรามานุจันได้สร้างสมการที่พลิกวงการคณิตศาสตร์และสามารถใช้ศึกษาปรากฏการณ์ของหลุมดำในศตวรรษต่อมา แต่สามสิบปีของผม ผมยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองเดินมาถึงไหนแล้ว ถึงเวลาต้องคำนวณผลลัพธ์ทางจิตใจของตนเองเสียที
.

Advertisements

ใส่ความเห็น

ขึ้นเขา ตาก-ลม ชมเล ไหว้พระ ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์

แดดจ้าช่วงใกล้เที่ยงอาจทำให้ใครหลายคนอ่อนล้าเกินกว่าจะออกจากบ้านไปไหน  แต่ผมและครอบครัวก็มาไกลจากบ้านมากแล้วในตอนนั้น  ด้วยความตั้งใจว่าวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ไม่ควรปล่อยเวลานอนอยู่บ้านเฉย ๆ อย่างปีก่อน ๆ เป็นเหตุให้ผมต้องหมุนล้อรถ พาครอบครัวไปเที่ยวต่างถิ่นแบบข้ามอำเภอข้ามจังหวัด สู่จุดหมายที่แม้จะไม่ไกลแต่ก็ไม่เคยไปมาก่อน ที่ซึ่งทำให้รู้สึกว่า ถ้ารู้อย่างนี้ก็น่าจะมาตั้งนานแล้ว ที่แห่งนั้นคือ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
.
อำเภอดอนสักเป็นที่รู้จักในฐานะที่ตั้งท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปยังเกาะสมุย แต่คราวนี้เราขับรถเลยทางเข้าท่าเรือไปทางตัวอำเภออีกสักหน่อย ก็จะเห็นเจดีย์สีขาวบนยอดเขาเด่นตระหง่านมาแต่ไกล ตรงนั้นเองคือที่ตั้งของวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์  สอดคล้องกับนามพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงคือ พระครูสุวรรณประดิษฐ์การ หรือ หลวงพ่อจ้อย บุคคลสำคัญผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้เมื่อราว ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้น วัดแห่งนี้เคยเรียกว่า วัดเขาล้าน (ชื่อนี้ก็ยังเรียกมาถึงปัจจุบัน) เล่ากันว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นเนินโล่งเตียน ชาวบ้านจึงเรียกว่าเขาล้าน ทั้งยังมีเทพสิงสถิตอยู่คือ พ่อท่านยอดเขา เป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่น มีผู้มาบนบานให้ได้สิ่งที่ต้องการมากมาย
.

20160102_132812

มณฑปพระครูสุวรรณประดิษฐ์การ หรือ หลวงพ่อจ้อย ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

20160102_122124.jpg

พระพุทธสุวรรณประดิษฐ์ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรประดิษฐานบริเวณทางขึ้นพระเจดีย์

20160102_122803_1

ทางขึ้นสู่พระเจดีย์ นับแล้วมีบันได ๑๘๕ ขั้น แต่หากขึ้นไม่ไหวก็มีถนนที่รถสามารถวิ่งถึงข้างบนได้โดยตรง แต่เราไม่เลือกทางนั้นเพราะไม่ท้าทาย ความจริงคือที่จอดรถข้างบนค่อนข้างแคบ น่าจะจอดได้เพียง ๕-๖ คันเท่านั้น เลยจอดรถข้างล่างแล้วเดินขึ้นบันไดดีกว่า

20160102_122917.jpg

ขึ้นมาได้หน่อยหนึ่งแล้ว หนทางอีกยาวไกล

20160102_123709.jpg

มองกลับไป เราก็มาไกลแล้วเหมือนกัน

20160102_123803

พ่อกับแม่มาถึงทางเข้าพระเจดีย์บนยอดเขาได้ในที่สุด

20160102_124022.jpg

พระเจดีย์จตุรมุขบนยอดเขาล้าน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากเชียงใหม่

20160102_124308.jpg

ลั่นระฆังเพื่อความเป็นสิริมงคล

20160102_124452

ทัศนียภาพจากพระเจดีย์ มองเห็นตัวอำเภอดอนสัก และบริเวณปากแม่น้ำ

20160102_124501

แม้แดดจ้าแต่ก็มีลมเย็นจากทะเลพัดมาตลอดเวลา

20160102_125424.jpg

ตาก-ลม ชมทะเล พร้อมกันได้ที่นี่

20160102_125513

แดดจ้า ตามักหยี

20160102_130449

ทัศนียภาพอีกด้านหนึ่ง เห็นสวนมะพร้าว ทะเล และเกาะไกล ๆ

20160102_130251

จากหน้าต่างพระเจดีย์จตุรมุขก็ยังเห็นทะเลและหมู่เกาะที่งดงาม

20160102_125240

พระพุทธรูปอีกหนึ่งองค์

20160102_124845

รอยพระพุทธบาทก็มี

20160102_130831

พ่อท่านยอดเขาที่ชาวบ้านนับถือและมาขอพรอยู่เสมอ แม้จะอยู่ตรงนี้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเขย่าเซียมซีดังออกมาไม่ขาด

.
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ก็คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ซึ่งพระองค์ได้เสด็จยังวัดแห่งนี้ตั้งแต่ที่นี่ยังเป็นกิ่งอำเภอดอนสัก  ทั้งยังกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จในการยกช่อฟ้าอุโบสถวัดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ก็เคยเสด็จวัดนี้เพื่อวางศิลาฤกษ์พระเจดีย์จตุรมุขในเวลาต่อมา)  นอกจากนี้ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ยังกราบบังคมทูลเสนอให้ริเริ่มการประปาในเขตดอนสัก และเรื่องนี้ก็รวมอยู่ในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย
.
พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตสิ้นพระชนม์ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานีแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐ จากเหตุเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยิงถล่มขณะพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าคณะอำเภอดอนสัก เจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐ์ ศิษยานุศิษย์ และประชาชนในท้องถิ่นจึงพร้อมใจกันร่่วมสร้างอนุสาวรีย์เพื่อถวายพระเกียรติและรำลึกถึงวีรกรรมของพระองค์ท่านภายในวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์
.

20160102_132519.jpg

อนุสารีย์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

.
วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ จึงเป็นวัดที่ไม่เพียงผูกพันต่อชุมชนในฐานะแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ยังเป็นสถานที่ที่เป็นบันทึกความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่น  อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีความงดงามทั้งศาสนาสถาน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ อาทิ อนุสาวรีย์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เป็นภูเขาใกล้ทะเล ทำให้วัดมีทัศนียภาพที่สวยงาม และมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ เหมาะแก่การสงบจิตเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และยิ่งไปกว่านั้น คือการสงบจิตเพื่อเข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
.
หากใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อน วัดนี้ก็มีความครบรส ทั้งขึ้นเขา ตากลม ชมทะเล และไหว้พระสงบจิตสงบใจ

 

ใส่ความเห็น

บุญให้ทานไฟ ประเพณีปีใหม่เมืองนครฯ

วันนี้จะมาเล่าเรื่องงานประเพณีให้ทานไฟที่จัดขึ้นช่วงเช้ามืดในวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ ณ วัดสุชน ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นครั้งที่ ๑๘ แล้วในปีนี้
.
ครอบครัวผมตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อเตรียมตัวไปวัด แม้จะเป็นช่วงเช้ามืด แต่บรรยากาศภายในอารามก็คึกคักด้วยผู้คนจำนวนมากที่มารอร่วมงาน การให้ทานไฟเป็นประเพณีที่จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละวัด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีอากาศหนาวกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้พระสงฆ์ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เพียง ๓ ผืน ไม่สะดวกออกบิณฑบาตในตอนเช้า ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันมาทำอาหารร้อน ๆ เพื่อถวายพระกันในบริเวณวัด
.

3348

สองแม่ลูกถือถาดอาหารเตรียมตักบาตรให้ทานไฟ

.
ภาพที่พบเห็นในประเพณีให้ทานไฟจึงเป็นการทำอาหารต่าง ๆ  ของชาวบ้านแต่ละครอบครัว เช่น ข้าวแกง ข้าวเหนียวหมูย่าง ทอดมัน ขนมครก ขนมโค ขนมเบื้อง ขนมถังแตก ซาละเปา ฯลฯ ตามความถนัด ที่เคยเห็นวัดอื่น ๆ มีข้าวหลาม น้ำชา กาแฟ ไข่ดาว หมูแฮม ไส้กรอกทอด ลูกชิ้นทอด เรียกได้ว่าปรับประยุกต์ตามความนิยมของยุคสมัย นอกจากนี้ หากผู้ร่วมงานไม่สะดวกทำอาหารเอง ก็ซื้อหาจากคนที่ทำอยู่ก็ได้ ซึ่งเงินที่ได้มาก็จะนำไปถวายวัดทั้งหมด เรียกว่าเป็นการทำบุญสองต่อเลยทีเดียว สำหรับวัดสุชน นอกจากจากจะมีชาวบ้านที่มาทำอาหารถวายพระแล้ว ก็ยังมีกลุ่มตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ อย่างโรงเรียน อบต. หรือหน่วยงานราชการ มาร่วมออกร้านขายอาหารด้วย
.

3353

ซุ้มขนมครกของแม่ครัวมือใหม่

3352

ข้าวแกงที่มีคนรอซื้อยาวเหยียด

3350

ขนมโค เหมือนจะทำง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่เห็น

3354

ขนมถังแตก แต่คนทำไม่ถังแตกนะ

3349

หมูย่าง ข้าวเหนียวย่างก็มา

.
ในการให้ทานไฟจะก่อกองไฟขึ้นภายในบริเวณวัด แรกเริ่มก็เพื่อให้ความอบอุ่นแก่พระสงฆ์มานั่งล้อมรอบกองไฟระหว่างชาวบ้านนำอาหารมาถวาย และเป็นแสงสว่างให้ผู้ร่วมงาน แต่ปัจจุบันการก่อกองไฟเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเพณี บางวัดอาจมีพระมาสวดมนต์รอบกองไฟ หรือไม่ก็ให้พระนำชาวบ้านเดินประทักษิณรอบกองไฟนั้น สำหรับวัดสุชนเป็นการสวดมนต์สั้น ๆ ก่อนที่พระสงฆ์จะบิณฑบาตรับภัตตาหารจากชาวบ้านที่ยืนรอถวายรอบกองไฟดังกล่าว
.

3370

พระสงฆ์บิณฑบาตภัตตาหารจากพุทธสาสนิกชน บางวัดอาจจะไม่บิณฑบาต แต่ให้ชาวบ้านเข้าไปถวายพระในศาลาได้เลย

.
การจัดงานที่วัดสุชนปีนี้มีการจุดพลุก่อนเริ่มงานหลายนัด เสียงอึกทึกไปทั่วบริเวณ อีกทั้งการจุดกองไฟก็มีลูกเล่นแตกต่างไปจากทุกปี แทนที่จะจุดกองไฟโดยวิธีปกติ ก็ใช้การยิงจรวดลูกหนูวิ่งไปวิ่งมารอบลานพิธี ก่อนจะพุ่งเข้าไปจุดยังกองฟืนที่อยู่กลางลานนั้น ในด้านหนึ่งก็สร้างสีสันและความตื่นเต้นแก่คนที่มาร่วมงาน แต่ด้านหนึ่งก็ทำให้ภาพความเรียบง่ายของประเพณีเลือนหายไป อีกทั้งจรวดลูกหนูที่วิ่งผ่านไปมาเหนือศีรษะผู้ร่วมงานในระยะประชิดนั้นก็ชวนให้หวาดหวั่นอันตรายหากมีความผิดพลาดเกินขึ้น ทางที่ดี ผู้จัดควรกั้นบริเวณหรือพื้นที่ที่จรวดวิ่งผ่านให้ชัดเจน เพื่อคนร่วมงานจะได้ไม่เข้าไปใกล้ เป็นการป้องกันอันตรายจากเหตุเหนือความคาดหมาย และยังเป็นการตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทดังพุทโธวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย
.

3368

ใส่บาตรเสร็จ พ่อกับแม่ก็ถ่ายรูปกับกองไฟในบริเวณงาน

.

อย่างไรก็ตาม ประเพณีให้ทานไฟที่นี่ก็ถือเป็นกิจกรรมดี ๆ ที่เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทำนุบำรุงพระศาสนา ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่นที่ได้ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ญาติพี่น้องและคนรู้จักได้มาพบปะกันในงานบุญ และท้ายที่สุด ประเพณีให้ทานไฟยังนับเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจหากได้รับการประชาสัมพันธ์ที่ดี
.
ประเพณีนี้ให้ทานไฟเสร็จสิ้นกิจกรรมประมาณหกโมงเศษ จากบริเวณวัดที่มีแต่แสงไฟก็ค่อยสว่างด้วยแสงอาทิตย์ หลายคนเริ่มทยอยกลับบ้าน บ้างก็มาสักการะ “พระพุทธชยันตีศรีสุชน” หรือ “หลวงพ่อทับขาม” พระประธานในพระอุโบสถที่งดงามมากของวัดนี้ สร้างความร่มเย็นภายในจิตใจแก่ผู้ที่มาสักการะได้เป็นอย่างดี
.

3361

แม่กำลังนมัสการหลวงพ่อทับขาม

3365

พ่อกับแม่ถวายเงินทำบุญหน้าอุโบสถหลวงพ่อทับขาม

.
หลังจากนี้ วัดอื่น ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชก็จะมีประเพณีให้ทานไฟเรื่อยไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นงานบุญประเพณีช่วงต้นปีที่เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลของผู้ร่วมงาน รวมถึงผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้ ขอเชิญร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลที่ครอบครัวผมในร่วมสร้างโดยถ้วนหน้าพร้อมกัน เพื่อความสุขความร่มเย็นตลอดปีใหม่นี้ด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

ยกทะเลเทใส่ปากที่ “เมืองคอนบุฟเฟ่ต์ทะเลเผา”

แอบมองร้านบุฟเฟ่ต์ร้านนี้ผ่านทางสื่อออนไลน์มาสักพักแล้ว ประกอบกับกลุ่มนักศึกษาที่มาช่วยงานก็บอกว่าอยากไปมาก พอเสร็จงานช่วงค่ำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พวกเราก็เลยยกโขยงกันไปยังร้านที่ว่าให้สมใจอยาก
.

12271428_1128454743849414_1204143399_o

เมืองคอนบุฟเฟต์ทะเลเผา

.
เมืองคอนบุฟเฟ่ต์ทะเลเผา เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างที่เน้นเฉพาะอาหารทะเลแบบเต็ม ๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา กั้ง และอื่น ๆ ที่เรียกไม่ถูก จัดมาวางสด ๆ ภายในร้าน เรียกว่าอยากทานแค่ไหน ก็คีบมาย่างได้ไม่อั้น สำหรับความน่ากินนั้น ขอให้ลองจินตนาการกุ้งย่างที่แกะเปลือกออกแล้วเห็นเนื้อสีขาวมีควันลอยกรุ่นออกมา แถมเนื้อกุ้งก็หวานธรรมชาติเพราะเลือกของสดจริง ๆ มาทำ  ส่วนน้ำจิ้มซีฟู้ดจะว่าไปก็ยังไม่ “จี๊ดใจ” ถึงกับลืมไม่ลง แต่ก็ช่างเถอะ ลิ้นใครก็ใครอะนะ พริก กระเทียม น้ำมะนาว เขาก็มีให้ ปรุงรสเอาเองละกัน
.

S__48955406

กุ้ง กั้ง และปลาหมึกตัวโต ๆ

.
ของที่ไม่ค่อยได้กินตามร้านอาหารทั่วไปอย่าง “กั้งแก้ว” ก็มีให้ชิมที่นี่ด้วย ถ้าใครอยากกินก็เอาขึ้นย่างไฟแป๊บเดียวพอ เพราะถ้านานเนื้อจะแห้งไม่เหลืออะไร อย่างไรก็ตาม สาวน้อยนางหนึ่งในคณะของเราซึ่งเป็นลูกน้ำเค็มจากเกาะสมุยโดยกำเนิด ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า กั้งสดสามารถนำมายำกับน้ำจิ้มแซ่บ ๆ และทานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความร้อน รสชาติที่ว่าไม่เลวเลยทีเดียว เนื้อกั้งสดหวานผสานกับน้ำยำรสเปรี้ยวไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย นอกจากปลาดิบและกุ้งเต้นแล้วก็เพิ่งรู้วันนี้ว่ากั้งก็กินแบบดิบ ๆ ได้เหมือนกัน
.

S__48955408

หอย ปลา และอื่น ๆ

.
นอกจากนี้ยังมีทั้งปูใหญ่ ๆ ปลาหมีกโต ๆ หอยแครง และหอยนางรม ส่วนที่ประทับใจคือปลาซาบะ ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ ย่างร้อน ๆ รสชาติดีกว่าที่ซื้อในห้างมานึ่งกินเองซะอีก  ส่วนพนักงานก็บริการดี จะเข้ามาเก็บเปลือกกุ้ง ปู หอยที่เราทานอยู่ตลอด เรียกว่าไม่ปล่อยให้เศษอาหารกองล้นโต๊ะได้เลย

.

12233087_1126570944037794_1824456264_n

อาหารบนตะแกรงย่าง

.
นอกจากของสดแล้วก็ยังมีอาหารที่ปรุงเสร็จอย่างต้มยำทะเล ยำปลาหมึก กุ้งนึ่ง และข้าวผัดไข่ ให้เลือกชิมกันด้วย ใครอิ่มแล้วก็มีของหวานเป็นไอศกรีมครบรส ตามด้วยผลไม้อย่างแตงโมและกล้วยหอมทั้งหวี  เครื่องดื่มก็มีน้ำอัดลมครบทุกสี refill ได้ตลอดเวลา (แต่ต้องลุกมาเอง) ทุกอย่างราคารวมในบุฟเฟต์แล้ว เว้นแต่ว่าใครอยากดื่มเบียร์ อันนั้นก็ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา เพราะพวกเรา No Alcohol

.

12242075_1126570994037789_622916658_n

อาหารบนตะแกรงย่าง

.

ใครอยากแกะรอยตามไปก็ไม่ยากนะครับ หากมาจากสี่แยกหัวถนนก็ตรงไปทางอำเภอปากพนัง พอพ้นโฮมโปรมานิดหน่อย ก็จะเจอร้านเมืองคอนบุฟเฟต์ทะเลเผาอยู่ติดถนนทางซ้ายมือ จอดรถหน้าร้านได้ แต่ไม่แน่ใจว่ามีที่จอดรถหลังร้านด้วยรึเปล่า (ถ้ามีก็ดี) ช่วงนี้ร้านมีโปรโมชั่น 399 บาท ทานได้ไม่จำกัดเวลา พวกเรากันอยู่ประมาณสองชั่วโมงครึ่งก็ต้องอำลา (ส่วนผมยกธงขาวตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว) ขับรถกลับบ้านแทบไม่ไหวเลย อิ่มมาก
.

S__48955400

ผู้ร่วมก่อการทั้งห้า

.

รอบหน้าถ้าไปอีกจะเตรียมท้องไว้แต่เนิ่น ๆ แต่เราจะไม่ยอมเสียมารยาทด้วยการตักมาแล้วทานไม่หมดเป็นอันขาด เอ๊ะ พูดแบบนี้กลัวเสียมารยาทหรือกลัวเสียค่าปรับก็ไม่รู้

 

ใส่ความเห็น

“ชีวิตที่ต้องเลือก” ของหนังรักแห่งปี : ฟรีแลนซ์  ห้ามง่วง..ห้ามงง..ห้ามหลงทาง

ข้อเขียนนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

.
“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ” คือชื่อจริง ๆ ของภาพยนตร์เรื่องใหม่จากค่าย GTH ซึ่งใครหลายคนคาดหวังว่าจะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งอย่างเรื่องที่แล้วมา  ประกอบกับเนื้อหาที่พูดถึงความรักระหว่างหมอกับคนไข้ก็เป็นโครงเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย  แต่พอได้ดูจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเหนือความคาดหมาย  จากเดิมที่คิดว่าเป็นหนังรักเบาสมอง  ก็กลับเป็นหนังชีวิตเข้าขั้นจริงจัง  ทั้งยังตั้งคำถามกับคนวัยทำงานในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมาว่า “อะไรกันแน่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต”
.

CLqKyCXVEAAlFMn-420x600

.

ภาพยนตร์เล่าเรื่องของ ยุ่น หนุ่มมาดกวนวัยสามสิบ อาชีพรับจ้าง(ในเรื่องเรียกเก๋ๆ ว่า ฟรีแลนซ์)ทำกราฟิกดีไซน์  ที่อุทิศชีวิตให้กับงานอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดไม่นอนติดต่อกัน 4 วันเพื่อให้งานเสร็จ  ยุ่นให้เหตุผลว่าวงการฟรีแลนซ์มันโหด ถ้ามีงานผ่านเข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อน หากปฏิเสธแล้วก็อาจจะไม่มีงานเข้ามาอีก ทำให้เขาต้องทำงานอย่างลืมตาย สุดท้ายร่างกายก็ฟ้องว่าเริ่มไม่ไหว ยุ่นเริ่มมีผื่นขึ้นตามตัวทีละเม็ด จนในที่สุดเขาก็ได้พบกับ “หมออิม” ทำตามคำแนะนำของหมอ และกลับไปหาหมอตามนัด เรื่องของเรื่องก็มีประมาณนี้

.

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ  หมออิมขอให้ยุ่นดูแลสุขภาพ แต่ยุ่นบอกว่าไม่ได้เพราะมีงานต้องทำ กลายเป็นปมขัดแย้งที่ขับเคลื่อนภาพยนตร์ให้เดินเรื่องต่อไป  บทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้ที่ผมจำได้เลา ๆ อาจไม่ตรงทุกคำพูดมีอยู่ว่า

.

……….หมออิม : คุณไม่กลัวตายหรือไง

……….ยุ่น : ผมรู้จักชีวิตดีพอที่จะไม่กลัวตาย

……….หมออิม : หมอเคยได้ยินคนที่พูดอย่างนี้ เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในชีวิตให้คิดถึงเลย
.

บทสนทนาตอนนี้น่าจะจุกอกยุ่นอย่างแรง ซึ่งเมื่อดูตามเนื้อเรื่องแล้ว  ยุ่นเลือกงาน ทุ่มเทให้กับงาน  จนชีวิตของเขาสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังหมายรวมถึงเพื่อนและครอบครัวด้วย

.

อย่างเรื่องเพื่อน  ชีวิตของยุ่นแทบไม่มีเพื่อนเลยก็ว่าได้   เพื่อนที่ยุ่นน่าจะใกล้ชิดที่สุดก็คือ “เจ๋”  ซึ่งเป็นรุ่นน้องคนที่คอยป้อนงานให้ยุ่นทำ คอยโทรตาม ทวงถามงาน และหาเรื่องให้แก้ไข  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดูเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าจะเพื่อนเป็นกันจริง ๆ   แม้ในตอนท้ายที่เจ๋จะต้องแต่งงาน และต้องถอยจากวงการนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ยุ่นรู้สึกสะเทือนใจ และบอกเจ๋ว่าให้โทรหากันบ้าง  แสดงให้เห็นว่าชีวิตของยุ่นไม่มีใครเลยจริง ๆ จึงต้องขอให้เพื่อนร่วมงาน (ซึ่งน่าจะเป็นคนละวงกับเพื่อนสนิท) โทรหา

.

เพื่อนที่ไม่น่าจะใช่เพื่อนอีกคนของยุ่นคือ ไก่ พนักงานร้าน 7-Eleven ที่ยุ่นชอบไปคุยด้วย แม้ไก่จะดูเป็นคู่คิดที่ให้คำปรึกษาได้(ดีบ้างไม่ดีบ้าง) หรือจะเป็นคู่ตีแบดในบางครั้ง  แต่ไก่ก็ไม่ใช่เพื่อนที่จะดูหนังฟังเพลงอย่างคนสนิททั้งหลายทำกัน   คนที่ยุ่นเรียกว่า เพื่อนสนิท มีคนเดียวคือ พงศธร  แต่ยุ่นกลับตอบไม่ได้ว่าเคยเจอพงศธรครั้งสุดท้ายเมื่อไร  และ ที่สำคัญ  การเรียกเพื่อนด้วยชื่อจริงก็น่าจะบ่งบอกความห่างเหินของยุ่นกับเพื่อนคนนั้นได้มากทีเดียว เพราะถ้าเพื่อนสนิทกันจริงคงเรียกกันด้วยชื่อเล่น หรือไม่ก็ “ฉายา” ที่มีแต่เพื่อนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่รู้

.

ท่าที คำพูดและความคิดกวน ๆ ของยุ่นที่แสดงออกมาตลอดทั้งเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่ใช้กลบเกลื่อนความเหงาที่เกาะกุมทั้งหัวใจของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แม้แต่คนในครอบครัว เขาก็แทบไม่นึกถึง  ในเรื่องมีพูดถึงแม่เพียง 2 ครั้ง ครั้งละประโยคเท่านั้น  ยิ่งในตอนท้าย มีฉากที่ยุ่นจินตนาการถึงงานศพของตนเอง ผู้ชมจะพบว่า แม้จะมีเก้าอี้มากมายในงานศพ  แต่คนที่จะมาอยู่ในงานของยุ่นก็มีอยู่ไม่มีกี่คน  เจ๋  ไก่ พงศธร แม่ และหมออิมเท่านั้น

.

แต่ในบรรดาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดูเหมือนจะสนิทแต่ไม่สนิทนั้น  ยุ่นกลับได้พบความสัมพันธ์แบบตรงกันข้ามกับคนที่ไม่น่าจะสนิทแต่กลับสนิทอย่างไม่น่าเป็นไปได้

.

หมออิมนั่นเอง

.

ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ทั่วไป น่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผิน  คือเจอกันก็ถามอาการ หมอวินิจฉัย  ให้คำแนะนำ สั่งยา แล้วก็แยกย้ายกันไป นัดกันใหม่ก็ค่อยเจอกันอีกที  แต่สำหรับยุ่นและหมออิม กลับแตกต่างออกไป  เห็นได้จากตอนที่หมออิมถามชื่อเล่นของยุ่น และแนะนำชื่อเล่นของตนเอง  ทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า “เราอายุใกล้กัน เป็นเพื่อนกันเนอะ”  แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเกินกว่าหมอและคนไข้ทั้งหลาย (ขนาดพงศธรที่ยุ่นบอกว่าเป็นเพื่อนสนิท เขาก็ยังไม่รู้จักชื่อเล่นเลย)  นอกจากนี้ยังมีตอนที่ยุ่นพูดหลังจากหมออิมซักประวัติต่าง ๆ นานาว่า “หมอรู้จักครึ่งชีวิตของผมแล้ว” ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท  ก็คงมีแต่แฟนเท่านั้นที่จะรู้เนื่องแบบนี้

.

ด้วยเหตุนี้เรื่องราวความรักระหว่างคนไข้กับหมอที่ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นใน Freelance จึงไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่หวานแหวว แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง  อย่างที่เราคิดว่า ความรักระหว่างหมอกับคนไข้จะเป็นไปได้อย่างไร  หนังเรื่องนี้ก็สื่อออกมาประมาณนั้น  เพียงแต่ปรุงแต่งรสชาติให้มีสีสันขึ้นมาบ้าง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เกินเลยออกไปจากความเป็นจริง

.

ฉะนั้นความเป็นหนังรักแห่งปี ของ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ” จึงไม่ได้อยู่ที่ความกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งแบบหนัง Feel Good เรื่องอื่น ๆ ของ GTH แต่ความเป็นหนังรักแห่งปีของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ “ความสมจริง” เพราะเรื่องราวที่เล่ามันดูเป็น “ชีวิตจริง”  ที่ดำเนินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ  มีเรื่องให้แก้ปัญหากันไปเป็นวัน ๆ  ไม่มีจุด Peak  จี๊ดจ๊าดที่เรียกน้ำตา (ชีวิตจริงของเราก็ไม่ได้เจอไคลแมกซ์แบบในหนังกันบ่อยนัก ยิ่งบางคนอาจจะไม่มีเลย) แต่มีอารมณ์รักเหงา ๆ แบบซึมลึก อารมณ์เศร้าแบบคนสังคมเมืองที่มีคนอยู่รอบกายแต่กลับไม่รู้สึกอบอุ่นแต่อย่างใด เป็นความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟันมันไปให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ยอมรับที่จะอยู่กับมัน อย่างรู้เท่าทันเท่านั้น

.

อย่างไรก็ตาม ในความราบเรียบของภาพยนตร์ที่ใครหลายคนมองว่าไม่มีจุด Peak นั้น แท้ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่   ซึ่งหากเราตีความคำว่าจุด Peak เสียใหม่  ว่าไม่ใช่แค่จุดที่ทำให้อารมณ์ของผู้ชมขึ้นไปอยู่สูงสุดของเรื่องเพียงอย่างเดียว  แต่มองว่าจุด Peak คือจุดที่บีบคั้นความรู้สึกเป็นพิเศษ (อาจจะไม่มาก แต่ก็พิเศษ) และทำให้ตัวละครเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือเรียนรู้อะไรบางอย่างจากจุดนั้น  จะพบว่าจุด Peak ในหนังมีหลายครั้งเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

.

……….ตอนที่ 1 ยุ่นรู้ตัวว่าหายป่วย และจะไม่ได้พบหมออิมอีก เขาจึงไม่ยอมจับมือกับหมออิม ก่อนจะลุกออกจากห้องตรวจไป

……….ตอนที่ 2  เจ๋เลือกแต่งงานและออกจากวงการกราฟิกดีไซน์ ทำให้ยานรู้สึกว่ากำลังจะเสียเพื่อน แต่ก็ห้ามไม่ได้

……….ตอนที่ 3 ยุ่นแสดงความยินดีกับเจิด รุ่นน้องที่ตนมองเป็นคู่แข่งในวงการ

……….ตอนที่ 4 ยุ่นรับงานพี่เป้งมาทำอย่างบ้าคลั่งและอดนอนแต่เนื่อง 12 จนช็อค (งานที่ยุ่นรับทำเป็นการตัดต่อภาพสงครามไปอยู่บนเรื่องร่างของของคน  ซึ่งขณะทำงาน ยุ่นก็พบว่าตนกำลังทำสงครามกับร่างกายตนเองไปพร้อมกันด้วย  ยิ่งร่างกายยุ่นอ่อนแอ  ผื่นก็ยิ่งขึ้นเต็มตัว  รอยผื่นบนเรือนร่างของเขา จึงไม่ต่างจากบาดแผลของสงครามที่เขากำลังตัดต่อภาพอยู่)

……….ตอนที่ 5 ยุ่นปฏิเสธพี่เป้ง

……….ตอนที่ 6 ยุ่นกลับไปหาหมออิมอีกครั้ง และหมออิมบอกว่า “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”

.

ในบรรดาจุด Peak ทั้งหลาย ยุ่นก็ได้เรียนรู้ในตอนท้ายว่าชีวิตของเขาควรจะเลือกอยู่เพื่อคนที่เรารัก  อยู่เพื่อแม่  อยู่เพื่อดูหน้าลูกของเจ๋ และอยู่เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับหมออิม แม้เขาจะตอบไม่ได้ว่ารักหมออิมหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดี ในฝั่งของหมออิมก็แสดงออกมาว่ารักและห่วงใยยุ่นอยู่เหมือนกัน จากคำพูดตอนที่ยุ่นหายป่วยครั้งแรกว่า “ถ้าคิดว่าเป็นคนไข้ก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่พอคิดว่าเป็นเพื่อน เมื่อจะไม่ได้เจอกันแล้วก็ใจหาย” แสดงให้เห็นความผูกพูนที่หมอมีต่อคนไข้ และไม่ว่าความรักที่หมออิมจะมีต่อยุ่นจะเป็นแบบเพื่อน  แบบคนรัก  หรือแบบเพื่อนมนุษย์จะมีต่อเพื่อนร่วมโลกก็ตาม  มันก็เป็น ความรักที่สำคัญทั้งสิ้น  ดังประโยคที่หมออิมพูดตอนสั่งยาให้ยุ่นครั้งสุดท้าย “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก” แสดงให้เห็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่  เพราะคนที่มาพบหมอคือคนที่มีความทุกข์ แต่คนที่ไม่ต้องมาพบหมอน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีความสุข  หมออิมอยากให้ยุ่นมีความสุขจึงกล่าวประโยคนั้นออกมา  แม้ว่ามันจะแลกด้วยการที่จะไม่ได้เจอคนที่เธอรักอีกเลยก็ตาม
.

การเสียสละแบบนี้ไม่เรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ

.

นี่แหละหนังรักแห่งปี (แต่ผู้ชมต้องห้ามง่วง ห้ามงง และห้ามหลงทาง )
.

, , , , ,

1 ความเห็น

ขนมจีน”ตามบาย” อร่อยได้ไม่อั้น

“ตามบาย” เป็นร้านบุฟเฟต์ขนมจีน ตั้งอยู่ตรงตลาดลีวัฒนา ถนนพัฒนาการคูขวาง ฝั่งตรงข้ามห้างเทสโก้โลตัส นครศรีธรรมราช ซึ่งถ้ามองดูจากภายนอก อาจจะนึกไม่ออกว่านี่คือร้านขนมจีน เพราะสไตล์การตกแต่งที่ดูเป็นแบบอิตาเลียน ขัดกับรายการอาหารพื้นเมืองอย่างที่หาทานได้ทั่วไปในเมืองไทย แต่หากมองว่าอิตาลีเป็นเจ้าตำรับอาหารจำพวกเส้นอย่างสปาเก็ตตี้หรือพาสต้าแล้ว ขนมจีนของเราก็ถือเป็นอาหารจำพวกเส้นที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน โดยเฉพาะขนมจีนเมืองนครฯ ที่ต้องจัดเต็มทั้งเรื่องเส้น น้ำยา และผักเครื่องเคียงด้วยแล้ว การตกแต่งร้านขนมจีนแบบอิตาเลียนในลักษณะนี้จึงเป็นการผสมผสานรูปแบบที่แตกต่างระหว่าง 2 วัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ

“ตามบาย” ใช้เส้นขนมจีนทำสด พร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา เส้นเหนียวนุ่ม ทั้งยังมีขนาดเล็ก พอคลุกเคล้ากับน้ำยาจะรู้สึกว่ารสชาติเข้าเส้นดีกว่าขนมจีนเส้นใหญ่ พอพูดถึงน้ำยาแล้ว ร้านนี้ก็มีให้เลือกหลาย ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาแกงป่า น้ำยาแกงไก่ น้ำยาโคราช(แบบที่มีลูกชิ้น) แต่ที่พลาดไม่ได้คือ น้ำยาปู ซึ่งจะมีปูเป็นชิ้น ๆ (ตอนที่ของเพิ่งออกจากครัวมาใหม่ๆ) ให้ได้ลิ้มรสกันแบบเต็มๆ

11824049_10203203657731345_1864402822_n

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างสำหรับขนมจีนเมืองนครฯ คือ ผักเครื่องเคียง หรือภาษาท้องถิ่นเรียก ผักเหนาะ ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งผักสด ผักลวก ผักดอง ผักยำ ผักทอด เป็นต้น ที่ผมชอบก็มี “ยำใบบัวบก” เพราะเคยกินแต่ใบสด พอมาเจอแบบยำก็เลยรู้สึกแปลกใหม่ แล้วก็อีกรายการก็คือ “ใบชะพลูทอด” ที่กัดแล้วกรุบกรอบอยู่ในปาก น่าทึ่งที่ผักธรรมดาจะกรอบและมีรสชาติติดลิ้นได้ขนาดนั้น

นอกจากขนมจีนแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูเส้นอื่น ๆ ให้ลูกค้าเลือกทาน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยจั๊บและก๋วยเตี๋ยวราดหน้า (เค็มไปนิด) หรือถ้าใครอยากลองลิ้มอาหารแบบใต้แท้ ๆ ร้านนี้ก็มีข้าวยำปักษ์ใต้อีกด้วย แถมท้ายด้วยของหวานอย่างถั่วเขียวต้มและเฉาก๊วย ก็เป็นอันจบมื้อบุฟเฟต์ที่คุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทานได้ไม่อั้นในราคาเพียง 89 บาทเท่านั้น

มี wifi ให้ใช้ฟรี ๆ แถมมีที่จอดรถด้วย บอกเลยว่าร้านนี้มีมาซ้ำแน่นอน

แถมท้ายอีกนิด ขนมจีนที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีที่มาจากชาวจีนตามชื่อหรอกนะ แต่ที่มามาจากอาหารของชาวมอญ ซึ่งเรียกว่า “คะนอมจิน” แปลว่า สุกสองครั้ง คือตอนเป็นแป้งก็สุกครั้งนึง พอเอามาทำเป็นเส้นก็สุกเป็นครั้งที่สองนั่นเอง

11844228_10203203657931350_1002194793_n

, ,

ใส่ความเห็น

สองขาพาเที่ยว ตอน อาสนวิหารอัสสัมชัญ และโบสถ์ซางตาครู้ส

ช่วงเย็นหลังเสร็จภารกิจสัมมนา  ผมมาเดินเล่นแถวบางรักเพื่อไปดูวัดคริสต์ชื่อดังอย่าง “อาสนวิหารอัสสัมชัญ” ศาสนสถานสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

.
IMG_0699.

อาสนวิหารอัสสัมชัญ สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระนางมารีอาในโอกาสที่ได้ขึ้นสวรรค์  ซึ่งข้อความที่ว่า “พระแม่(พระนางมารีอา)ได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์” นั้นเป็นความหมายของคำว่า Assumption  ก่อนที่ไทยเราจะเอามาทับศัพท์เป็น “อัสสัมชัญ” จนกลายเป็นชื่ออาสนวิหารนั่นเอง  สถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบ “เรอเนซองส์”  ซึ่งถือเป็นยุคเฟื่องฟูของศิลปะต้นศตวรรษที่ 15 ในประเทศอิตาลี แต่สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างกลับเป็นชาวฝรั่งเศส  โดยมีวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้สร้างเป็นหินอ่อนและกระจกสีที่สวยงาม
.
เหตุที่โบสถ์อัสสัมชัญใช้คำว่า “อาสนวิหาร” นำหน้าชื่อนั้น ก็เนื่องมาจากโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นวัดประจำตำแหน่งของ “พระอัครสังฆราช” หรือ “บิช็อป” ซึ่งก็คือพระหรือบาทหลวงที่ทำหน้าที่ปกครองในเขตพื้นที่ต่าง ๆ อย่างประเทศไทยมีเขตปกครองของบิช็อป 10 เขต ก็จะมีอาสนวิหาร 10 แห่ง และมีพระอัครสังฆราช  10 องค์
.
นอกจากนี้ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ยังตั้งอยู่ท่ามกลางโรงเรียนคริสต์เก่าแก่ 3 แห่งด้วยกัน คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา และโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ เรียกทั้ง 3 โรงเรียนรวมกันว่า “ไตรอัสสัม”
.
น่าเสียดายที่ผมมาถึงที่นี่ในช่วงที่กำลังมีการบูรณะอยู่พอดี  ภาพที่ได้มาจึงเป็นอย่างที่เห็น
.
ออกจากอาสนวิหารอัสสัมชัญก็มีท่าเรือที่อยู่ใกล้กันคือ ท่าโอเรียลเต็ล คงได้ชื่อตามโรงแรมห้าดาวที่อยู่ละแวกใกล้เคียง ผมยืนรออยู่สักพักก็มีเรือด่วนเจ้าพระยาจากสะพานสาทรแล่นเข้ามาเทียบท่า  ผมจึงลงเรือชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “โบสถ์ซางตาครู้ส” แถวชุมชนเก่าแก่ย่านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี
.
ผมลงเรือด่วนที่ท่ายอดพิมานธานี และเดินต่อไปนั่งเรือข้ามฟากจากท่าปากคลองตลาดไปลงฝั่งตรงกันข้ามที่วัดกัลยาณมิตร ก่อนจะเดินต่อไปตามทางเลียบแม่น้ำจนมาถึงโบสถ์ดังกล่าวได้ในที่สุด
.
IMG_0700 .
“โบสถ์ซางตาครู้ส” มีสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนยุคฟื้นฟูศิลปะที่เรียกว่า “นีโอคลาสสิก”  เป็นวัดคาทอลิกที่สร้างขึ้นบนที่ดินพระราชทานในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ตั้งอยู่ใกล้พระราชวังเดิมสมัยธนบุรี คำว่า “ซางตาครู้ส”(Santa Cruz) มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ เหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์ใน “วันเทิดทูนมหากางเขน” ตามพิธีสักการะบูชาของคริสตังทั้งหลาย
.
ความน่าสนใจอีกอย่างของโบสถ์ซางตาครู้สคือตั้งอยู่ในเขตชุมชนเก่าอายุกว่า 200 ปีที่เรียกกันว่าย่าน  “กุฎีจีน”  ก่อตั้งโดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  มีการตั้งศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู (ปัจจุบันรวมเป็นศาลเดียวชื่อว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง)  ต่อมา มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสและคริสตังชาวโปรตุเกสอพยพมาจากเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ตามด้วยชาวมุสลิมที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังกรุงแตก และชาวมุสลิมจากมลายูที่เข้ามาค้าขาย   นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังขนาบด้วยวัดสำคัญ 2 วัด อย่างวัดประยูรวงศาวาสและวัดกัลยาณมิตร ทำให้บริเวณนี้มีการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ คือ พุทธแบบไทย พุทธแบบจีน คริสต์ และอิสลาม ซึ่งเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก
.
IMG_0701 .
นอกจากนี้ ของดีที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” ของว่างทานเล่นต้นตำรับโปรตุเกส  เดิมเป็นขนมที่ทำเพื่อทานคู่กับน้ำชาสำหรับคนที่มาเข้าโบสถ์ในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น คริสต์มาส เท่านั้น  แต่ต่อมามีความนิยมมากขึ้น จึงมีการทำขนมเพื่อจำหน่ายอย่างในปัจจุบัน
.
ช่วงเวลาที่ผมไปนั้นจวนจะค่ำเต็มที่  ร้านขายขนมทั้งหลายก็ปิดไปแล้ว  แต่ด้วยความอยากกินขนม ผมจึงโทรเข้าไปตามเบอร์ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้าน  คนขายจึงแง้มประตูออกมา พร้อมหยิบขนม 2 ถุงสุดท้ายมาให้  ผมจึงได้ขนมสมใจอยาก
.
IMG_0702 .
การท่องเที่ยววันนี้จบลงด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ

, , ,

ใส่ความเห็น