ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ : รักคือการเรียนรู้ภาษาใจ

แวดวงภาพยนตร์ไทยช่วงท้ายปีกลับมาคึกคักอีกครั้งจากกระแสของหนังเรื่อง “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” โรแมนติกคอเมดี้เรื่องใหม่จากผู้กำกับ “เอทีเอ็ม เออรัก เออเร่อ”  ที่มีเสียงตอบรับเกรียวกราวไม่แพ้กัน จำได้ว่าเพิ่งเขียนถึงเอทีเอ็มฯไปเมื่อปีก่อนหลังจากได้ดูซ้ำผ่านจอทีวี แต่กระแสเอทีเอ็มฯตอนนั้นหายไปแล้วเพราะลาโรงมานาน วันนี้เลยถือโอกาสเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ตอนที่กระแสยังดีอยู่ อย่างน้อยก็อยากถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อภาพยนตร์และแบ่งปันความคิดเห็นกับผู้สนใจขณะที่ยังจำเรื่องราวได้ดี

ไอฟาย-แต๊งกิ้ว-เลิฟยู้

และบรรทัดต่อจากนี้ก็จะเปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์

ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ เล่าเรื่องของ “เพลง” ติวเตอร์ภาษาอังกฤษสาว ผู้ต้องรับหน้าที่แปลข้อความบอกเลิกของลูกศิษย์ชาวญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยให้ “ยิม” วิศวกรหนุ่มฟัง แม้ยิมจะรับไม่ได้ในตอนแรก แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยความรักครั้งนี้ผ่านเลยไปง่าย ๆ จึงตัดสันใจเรียนภาษาอังกฤษกับติวเตอร์เพลง  โดยหวังว่าตนจะพูดเก่งทันสอบสัมภาษณ์กับเจ้านายฝรั่งและได้ไปศึกษางานยังประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งอดีตแฟนสาวหนีมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ความสนุกของเรื่องมาอยู่ตรงที่ติวเตอร์เพลง สาวมั่นทันสมัย ต้องมาสอนภาษาอังกฤษให้ยิม หนุ่มมาดกวนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องภาษาเลย  อารมณ์ขันมากมายปรากฏในตอนนี้ที่ตัวละครต้องพูดภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ขณะที่ฝ่ายติวเตอร์ก็สอนแนวฝรั่งจ๋า (ซึ่งใครหลายคนบอกว่าเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดีต้องดัดจริตหน่อย) จะเห็นว่าตัวละครทั้งคู่มีความแตกต่างกันมาก แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าทั้งคู่ต้องลงเอยกัน  ส่วนจะลงเอยอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ตัวหนังพยายามสร้างให้คนดูต้องคอยติดตามต่อไป เพราะในขณะที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่นั้น  ทั้งคู่ก็กำลังเรียนภาษาใจไปพร้อมกันด้วย

ยิม เป็นวิศวกรที่เชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างสามารถซ่อมได้ เขาแสดงให้เห็นจริงทั้งตอนที่ซ่อมเครื่องเล่น MP3 สภาพยับเยิน หรือแม้แต่รองเท้าของเพลงที่พังตอนอยู่งานเลี้ยงในสถานทูต เป็นต้น  และความเชื่อนี้ก็ติดมาถึงวิธีคิดแก้ปัญหาในชีวิตของเขาด้วย  เมื่อถูกแฟนสาวชาวญี่ปุ่นบอกเลิกเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง  ยิมก็เลยต้องการจะซ่อมแซมความสัมพันธ์ด้วยการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อตามไปคืนดีกับแฟนสาว จะเห็นว่าในมาดกวนๆ ของยิมก็มีความโรแมนติกอยู่ไม่น้อย  แม้ในฉากที่อยู่กับเพลงแล้ว  เขาก็ยังได้มีโอกาสแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอยู่เรื่อยๆ เช่น ตอนที่นั่งอยู่หน้าร้านกาแฟแล้วเพลงต้องขยับหนียุง  ยิมก็ยังเอามือไปปัดไล่ยุงให้ใต้โต๊ะ แม้เพลงจะไม่เห็นก็ตาม (หวานมาก)  หรือตอนที่แย่งโทรศัพท์เด็กเกรียนมือดีมาลบภาพถ่าย แม้จะเถื่อนไปหน่อย แต่ก็แสดงว่ายิมสามารถปกป้องนางเอกได้ การขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งนางเอกที่รถทุกครั้งนั่นก็เหมือนกัน บทบาทโรแมนติกนี้ช่วยซ่อมแซมความรู้สึกแย่ ๆ จากตอนที่เพลงเจอยิมครั้งแรก ๆ ให้กลับมาดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ  รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเรียนภาษาอังกฤษของยิมตอนที่ซื้อหนังสือซินเดอเรลล่ามานั่งแปล ก็ทำให้เพลงใจอ่อนกลับมาสอนเขาอีกครั้ง แม้จะบอกเลิกคอร์สไปแล้วก็ตาม

ตัวละครติวเตอร์เพลงก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน  เพราะแม้จะเป็นสาวมั่น แต่แปลกที่ถูกวางบทให้ไม่มีแฟน  และมีผู้ชายเพียงคนเดียวที่เข้ามาจีบคือ คุณพฤกษ์ หนุ่มหล่อ มาดดี มีเงิน และพร้อมเอาใจทุกอย่าง ดูจะเป็นหนุ่มในฝันที่สาวหลายคนปรารถนา  แต่การเข้ามาของคุณพฤกษ์ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เพลงตัดสินใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งได้ง่ายขึ้น  ด้วยบทหนังที่จงใจสร้างเรื่องคู่ขนานให้เปรียบเทียบระหว่างหนุ่มทั้งสองคนอยู่ตลอด อาทิ งานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านคุณพฤกษ์ บรรยากาศงานจริงจัง เพลงยังแอบเกร็งตอนชิมของหวานจนปากเลอะไม่รู้ตัว กับงานเลี้ยงแบบง่าย ๆ ของยิมกับลูกน้องบนดาดฟ้าตึกโทรม และกิจกรรมสุดเถื่อน แต่เพลงกลับปล่อยเสียงหัวเราะได้เต็มที่, คุณพฤกษ์พาเที่ยวทะเลบนเรือยอร์ชส่วนตัวสุดหรู แต่ท่าทางเพลงจะอึดอัด กับยิมที่แค่เที่ยวเมืองแบบธรรมดาแต่เพลงยังสนุกตอนเลือกคอนเทคเลนส์สีหวาน, หรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเรื่อง คือวิธีการจัดการกับรองเท้าของเพลงที่พังไป คุณพฤกษ์เลือกเหมารองเท้าใหม่มาทั้งร้านให้เพลงลองทีละคู่ (เกินไปนะ)  ขณะที่ยิมซ่อมรองเท้าคู่เดิมให้กลับมาใช้ได้แถมใส่สบายขึ้น (ด้วยการเอาส้นเข็มเจ้าปัญหาทิ้งไป)  คิดดูแล้วกันว่า ระหว่างรองเท้าใหม่คู่สวยที่สวมเดินยาก(ของคุณพฤกษ์) กับรองเท้าคู่เก่าที่สวมสบายไปได้ทุกที่(ของยิม-แถมมาในจังหวะสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างในงานเลี้ยง)  คู่ไหนจะน่าเลือกใส่ในชีวิตจริง

นอกจากนี้ ความน่ารักอีกอย่างของภาพยนตร์คือการแบ่งช่วงเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ตามแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงสากล เพลงรัก เพลงอกหัก หรือเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งถือเป็นลูกเล่นที่ลงตัว สอดคล้องกับเนื้อหาภาพยนตร์ที่ใช้เพลงเป็นเครื่องมือดำเนินเรื่องโดยตลอด

สุดท้าย สิ่งที่ดีที่สุดของการเดินทางอาจไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ที่เรื่องราวที่อยู่รายทางมากกว่า อย่างยิมที่ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเพื่อกลับไปหาแฟนเก่า  แต่เขาก็พบว่าเพลงคือคนระหว่างทางที่กลับช่วยซ่อมแซมหัวใจที่ชำรุดได้  ส่วนเพลงก็ศึกษาคุณพฤกษ์ที่จะเข้ามาเป็นหนุ่มในฝัน แต่ก็พบว่ายิมคือคนที่แตกต่างและทำให้เธอมีความสุขได้จริง  “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” จึงเป็นหนังของภาษาใจ ที่ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่จะสื่อสารกันได้อย่างลงตัว

ใส่ความเห็น

เมืองลุงมีดอน นครมีท่า เมืองตรังมีนา สงขลามีบ่อ

“เมืองลุงมีดอน นครมีท่า เมืองตรังมีนา สงขลามีบ่อ” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ ได้แก่ พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อบ้านนามเมืองในแต่ละท้องถิ่น ดังจะเห็นได้ว่าจังหวัดต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้มีชื่อหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ซึ่งขึ้นต้นด้วยคำบอกลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายกันอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นพัทลุง มีชื่อหมู่บ้านที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดอน” หลายแห่ง ได้แก่ ดอนศาลา ดอนเค็ด ดอนคัน  ดอนทราย เป็นต้น  ซึ่งเป็นการบอกให้ทราบว่าเมืองพัทลุงนั้นตั้งอยู่บนที่ดอน  แปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง  นอกจากนี้ยังมีอีกคำหนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับดอนคือคำว่า “ควน” แปลว่าเนินหรือโคก พบว่าพัทลุงก็มีชื่อสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าควนหลายแห่งเช่นกัน ได้แก่ ควนขนุน ควนมะพร้าว ควนถบ และควนสาร เป็นต้น  ชื่อเหล่านี้ยิ่งทำให้เห็นภาพภูมิประเทศแบบที่ดอนของพัทลุงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งชื่อบ้านนามเมืองหลายแห่งมักมีคำว่า “ท่า” นำหน้า เช่น ท่าศาลา ท่าแพ ท่าโพธิ์ ท่าวัง ท่าม้า ท่างิ้ว ท่าซัก ท่าลาด ท่าสูง  เป็นต้น เรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ ประธานคณะกรรมการจัดทำเนื้อหาทางวิชาการด้านภาษาไทยถิ่นภาคใต้ของราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า “นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดริมทะเลจึงมีท่าเรือหลายแห่ง”

10846518_938452452849645_2102154308_n

                ขณะที่จังหวัดตรังก็มีการทำนาเป็นล่ำเป็นสัน ชื่อหมู่บ้านทั้งหลายจึงมีคำว่า “นา” นำหน้า เช่น นาโยง นาท่าม นาโต๊ะหมิง นาตาล่วง นาทุ่งนุ้ย แม้ว่าภายหลังจะมีการปลูกยางพาราเยอะขึ้นก็ตาม ชื่อหมู่บ้านก็ยังเป็นนาอยู่  แสดงให้เห็นว่า คนตรังทำนามานานแล้วก่อนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์จะเอายางพาราต้นแรกเข้ามาปลูก

ส่วนจังหวัดสงขลาชื่อหมู่บ้านมักมีคำว่า “บ่อ” ขึ้นต้น อาทิ บ่อทรัพย์ บ่อยาง บ่อเตย บ่อโด บ่อโตระ เป็นต้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสงขลาอยู่ติดทั้งทะเลสาบและทะเลใหญ่(อ่าวไทย) จึงต้องขุดบ่อเพื่อหาน้ำจืดมาดื่ม (อ้างอิงจากอาจารย์ประพนธ์คนเดิม)

ชื่อบ้านนามเมืองที่ขึ้นต้นด้วย “ดอน ท่า นา และบ่อ” นี้ นอกจากจะสะท้อนลักษณะภูมิประเทศของแต่ละท้องที่แล้ว  คำที่มีมาประกอบกับ “ดอน ท่า นา และบ่อ” เป็นชื่อหมู่บ้านนั้นยังแสดงให้เห็นสิ่งสำคัญของสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย เช่น “บ่อยาง” “บ่อโด” บอกให้รู้ว่าแถวนั้นมีต้นไม้สำคัญคือ ต้นยางและต้นประดู่ ,  “ท่าม้า” บอกให้รู้ว่าสมัยก่อนเมืองนครศรีธรรมราชในรถม้าเป็นพาหนะ,  “นาตาล่วง”  “นาโต๊ะหมิง” บอกให้รู้ว่าคนที่มาบุกเบิกพื้นที่นั้นหรือคนสำคัญในยุคแรก ๆ ของที่นั้นคือ ตาล่วง และโต๊ะหมิง(ชื่อมุสลิม)  นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับนิทานที่นิยมเล่าในท้องถิ่นนั้นด้วย เช่น พัทลุงนิยมเล่านิทานเรื่องพระรถเสนหรือนางสิบสอง ก็จะมี “ควนสาร” มาจากฤๅษีแปลงสารตอนที่ช่วยพระรถเสน และ “ควนถบ” มาจาก สินธพ ซึ่งก็คือม้าของพระรถเสนนั่นเอง

                ชื่อบ้านนามเมืองเหล่านี้พอรู้ที่มาก็สนุกดีเหมือนกัน

บันทึกความรู้ส่วนหนึ่งจากงานเสวนาวิชาการ “รู้ รัก ภาษาไทยสัญจร : ภาษาถิ่นภาคใต้”

16 ธันวาคม 2557 (วันแรก) จัดโดย ราชบัณฑิตยสถาน ณ โรงแรมบีพี สมิหลา บีช จังหวัดสงขลา

ใส่ความเห็น

Interstellar ถ้าหนึ่งนาทีของเราไม่เท่ากัน

Interstellar-poster-2

Interstellar เป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่อัดแน่นด้วยศัพท์ฟิสิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงโน้มถ่วง รูหนอน หลุมดำ เขตเร่งเวลา มิติที่ห้า ฮอไรซัน และอื่นๆ  ถ้าใครเข้าใจศัพท์พวกนี้ก็คงดูหนังได้สนุกขึ้น แต่ถึงจะตัดทิ้งไป หนังก็กล่าวถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อย่างสะเทือนใจและชวนติดตาม

บรรทัดต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์

interstellar (1)

Interstellar เล่าเรื่องของคูเปอร์ นักบินอวกาศที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจตามหาดาวดวงใหม่ที่มนุษย์อาศัยได้  ทำให้ลูกสาวคือเมิร์ฟต้องรออยู่บนโลกอย่างจดจ่อเพราะพ่อสัญญาว่าจะกลับมา ผู้ชมจะต้องคอยลุ้นว่าคูเปอร์จะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาที่แตกต่างจากโลกอย่างน่าตกใจ เช่น เวลา 1 ชั่วโมงบนดาวดวงหนึ่งเท่ากับเวลาบนโลก 7 ปี ตลอดจนเรื่องทรัพยากรบนยานอวกาศอย่างพลังงานที่อาจมีไม่มากพอจะเดินทางกลับบ้าน

Interstellar

ระหว่างภารกิจอันแสนเลวร้าย หนังยังฉายภาพควบคู่ไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ไม่ลงรอย  ผนวกกับฉากเหตุการณ์ที่ตัดสลับไปมาระหว่างสองโลก  ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ดูจะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันจะบรรจบกันได้เลย แต่ด้วยปริมาณความรักที่มีต่อกัน  ทำให้ทั้งคู่ยังสื่อสารกันได้ผ่านแรงโน้มถ่วงซึ่งเดินทางข้ามมิติ นำไปสู่การแก้สมการที่ศาสตราจารย์แบรนด์ทำไม่สำเร็จ และส่งผลให้การย้ายมนุษยชาติออกไปอยู่นอกโลกเกิดขึ้นในตอนท้ายเรื่อง

murphy-crying

แม้หนังจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก  แต่ก็เลือกเล่าและไม่เล่าในบางประเด็น อย่างเช่น ผู้ชมจะไม่รู้ว่าสมการที่เมิร์ฟแก้ได้เป็นอย่างไร  รู้แต่เพียงว่าแก้ได้ แล้วมันก็ช่วยให้แผน A หรือการย้ายมนุษย์ออกนอกโลกประสบความสำเร็จ (อย่างน้อยก็มาอยู่บนสถานีอวกาศ)

หนังพูดถึงมิติต่างๆ และอธิบายว่าแรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่เดินทางข้ามมิติและทำให้เวลาบิดเบี้ยวได้  แต่ความรักระหว่างคูเปอร์และเมิร์ฟทำให้ทั้งคู่ก้าวผ่านข้อจำกัดด้านเวลาที่ไม่ว่าจะบิดเบี้ยวไปอย่างไร  ก็ไม่อาจทำลายความรักความเข้าใจที่มีต่อกัน แม้มันจะเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยมาก่อนก็ตาม  แต่ก็เป็นเพราะเวลามิใช่หรือที่ทำให้ทั้งคู่ได้เข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม

นี่กระมังที่เขาบอกว่าความรักอยู่เหนือกาลเวลา

ใส่ความเห็น

“จิ้มจุ่มชาบู” อร่อยช้า ๆ บรรยากาศชิลๆ

ถนนพัฒนาการคูขวางที่ตัดเลี่ยงตัวเมืองนครศรีธรรมราชนั้น นับเป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่มีร้านอาหารหลากรูปแบบเรียงรายตลอดสองข้างทาง  นับตั้งแต่ข้าวแกง  ข้าวต้ม  ก๋วยเตี๋ยว หมูกระทะ บาร์ อาหารอีสานและอื่น ๆ จนทำให้ถนนสายนี้คึกคักราวกับเป็นถนนเส้นหลักของตัวเมือง  ยิ่งโดยเฉพาะเวลาค่ำคืนด้วยแล้ว  แสงไฟจากร้านต่าง ๆ ดูจะมีสีสันสดใสยวนใจอยู่ไม่น้อย

รูปภาพ

                ขณะวนรถไปมาเพื่อสำรวจบรรยากาศ  ผมก็รู้สึกถึงความแตกต่าง นับตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ อะไรที่นี่ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมาก  อย่างร้าน “จิ้มจุ่มชาบู” ที่ผมแวะเข้าไป  ก็ไม่รู้ว่าเปิดมานานแค่ไหนแล้ว แต่ดูจากโต๊ะเก้าอี้ และรูปแบบการตกแต่งร้านที่ค่อนข้างทันสมัย  ก็เดาได้ว่าเพิ่งเปิดมาไม่นาน

รูปภาพ

ขึ้นชื่อว่าจิ้มจุ่มและชาบูก็ต้องเป็นอาหารที่เน้นการปรุงโดยวิธีต้ม  แต่ร้านนี้พิเศษกว่าเพราะเพิ่มเมนูกระทะร้อนเป็นอีกทางเลือกความอร่อยของลูกค้า  ได้บรรยากาศปิ้งย่างแบบร้านหมูกระทะอย่างไรอย่างนั้น  จะต่างกันตรงที่ร้านนี้ใช้เนยเค็มซึ่งให้กลิ่นหอมและรสละมุนกว่ามันหมูอย่างที่ร้านทั่วไปใช้กัน

รูปภาพ

                เมนูอาหารร้านนี้ค่อนข้างหลากหลายทั้งหมู เนื้อ ไก่ กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น ฯลฯ ที่พิเศษเห็นจะเป็นเนื้อแกะ  แต่สั่งไม่ได้เพราะหมดเสียแล้ว  ก็เลยชิมอย่างอื่นต่อไปเรื่อย ๆ ราคาอาหารอยู่ที่ถาดละ 19 , 29 และ 39 บาท ตามแต่ความน่าสนใจ ส่วนคุณภาพอาหารก็จัดอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่ามีข้อเสียอยู่ที่การเสิร์ฟที่ขาดความต่อเนื่อง  และเมนูบางอย่างที่หมดไปแล้วก็ไม่มีบริกรเดินมาบอก  ทำให้ฝ่ายลูกค้าต้องเสียเวลานั่งรอ

รูปภาพ

                อย่างไรก็ตาม บรรยากาศร้านตกแต่งได้น่าประทับใจ  มีทั้งโต๊ะในร่มและโต๊ะกลางแจ้งให้ลูกค้าเลือกนั่ง  อาศัยแสงสว่างจากราวโคมไฟได้ความรู้สึกแบบงานเลี้ยง  ที่สำคัญคือมีดนตรีทั้งร้องทั้งบรรเลงให้ฟังแบบสด ๆ  ลูกค้าสามารถขอเพลงได้ตามใจอีกต่างหาก

รูปภาพ

                ข้อดีอีกอย่างของร้านนี้คือมีที่จอดรถที่พอจะรองรับนักชิมได้ราว ๆ ยี่สิบคัน  และอยู่ติดถนนใหญ่อย่างพัฒนาการคูขวาง  ฝั่งตรงข้ามโชว์รูมฟอร์ด และพาวเวอร์บาย  หากตรงมาจากสี่แยกคูขวาง  ร้านนี้จะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงโรงแรมทวินโลตัส

รูปภาพ

                ถ้าปรับปรุงเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการได้  ร้านนี้คงน่าสนใจขึ้นอีกมาก

บันทึกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2557

ใส่ความเห็น

แผ่นดินไหวในโลกทัศน์คนโบราณ

วิทยาศาสตร์ปัจจุบันอธิบายได้ว่าแผ่นดินเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก  แต่คนสมัยก่อนยังไม่มีความรู้เรื่องนี้  จึงต้องคิดหาคำอธิบายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  คนไทยก็เป็นนักคิดมาแต่โบราณ ก็เชื่อว่าโลกตั้งอยู่บนหลังปลาอานนต์ (บางทีก็เขียนว่า อานนท์) ซึ่งเป็นปลาตัวใหญ่มาก ยาวกว่าพันโยชน์ ( ๑ โยชน์ ยาวประมาณ ๑๖ กิโลเมตร) ปกติปลาอานนต์จะอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเกิดเมื่อยขึ้นมาก็อาจขยับตัวบ้าง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมาถึงโลก  เกิดเป็นแผ่นดินไหวในที่สุด

 

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวในภาคเหนือของประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗

 

ก๊วนปลาอานนต์มีเพื่อนปลาตัวใหญ่ด้วยกัน ๗ ตัว ได้แก่  ติรณะ ติปังคละ  ติรปังคละ  อานนต์ นิรยะ  อัชนาโรหนะ  และมหาติ  ตามชื่อที่ปรากฏใน “ไตรภูมิพระร่วง”  นอกจากนี้ “สมบัติอำรินทร์คำกลอน” ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังกล่าวถึงปลาทั้งเจ็ดไว้ตอนหนึ่งว่า “ขนองคลื่นสูงขึ้นแต่พื้นสมุทร / หกสิบโยชน์โดยสุดประมาณสถาน / ชมมหามัจฉาเจ็ดประการ / บ้างว่ายแหวกแตกธารในวังวน” จะเห็นว่าคลื่นที่สูงหกสิบโยชน์ก็ไม่ต่างจากสึนามิที่เราเคยเห็นตามข่าวนั่นเอง

พราหมณ์อินเดียโบราณก็เชื่อคล้าย ๆ กันว่าโลกตั้งอยู่บนเศียรของอนันตนาคราชซึ่งทอดกายเป็นบัลลังก์ให้พระนารายณ์บรรทม  หากนาคราชกระดิกตัว  แผ่นดินก็ไหว

ในพระพุทธศาสนามีกรณีของคนที่ก่อกรรมทำเข็ญจนแผ่นดินไม่อาจรับน้ำหนักของบาปกรรมได้  ก็สูบร่างของคนนั้นตกลงไปอยู่ในนรกอเวจีและไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด อย่างกรณีของพระเทวทัตที่ปองร้ายพระพุทธเจ้า เป็นต้น

 

แผ่นดินยุบตัวในต่างประเทศ คล้ายธรณีสูบในพุทธศาสนา

แผ่นดินยุบตัวในต่างประเทศ คล้ายธรณีสูบในพุทธศาสนา

 

อีกเรื่องหนึ่งคือในสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ถ้าเปิดอ่านหน้าแรก ๆ ก็จะเจอบทบรรยายเหตุการณ์คล้าย ๆ แผ่นดินไหวและสึนามิเอาไว้  และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังคนชั่วมีอำนาจปกครองบ้านเมือง

ใส่ความเห็น

ยอมรับ เข้าใจ ให้เกียรติ : มองมุมซีเรียสใน “เออรัก เออเร่อ”

ตอนภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในโรงเมื่อต้นปีก่อน ผมก็ดูมารอบหนึ่งแล้ว วันนี้บังเอิญเปิดทีวีเจอสถานีดาวเทียมช่องหนึ่งนำกลับมาฉายใหม่ ผมเลยได้ดู “ATM เออรัก เออเร่อ” เป็นคำรบที่สอง

Vk9y1

หนังเล่าเรื่องของเสือและจิ๊บ คู่รักที่คบกันอย่างลับ ๆ เพราะกฎของธนาคารที่ทำงานอยู่ ห้ามไม่ให้พนักงานคบกัน ( กฎประหลาด ! ) ครั้นมีเหตุให้ทั้งคู่ต้องแต่งงาน สถานการณ์เลยบังคับให้ใครหนึ่งต้องลาออก ทว่าไม่มีใครยอมใคร ประจวบเหมาะกับตู้เอทีเอ็มที่ชลบุรีเกิดทำงานผิดพลาด (เออเร่อ) จ่ายเงินเกินไปแสนสามหมื่นบาท โดยไม่รู้ว่าใครกดเงินนั้นไปบ้าง  เป็นหน้าที่ของพนักงานต้องไปสืบหามาให้ได้  ทั้งคู่เลยท้าทายกันภายใต้เงื่อนไขว่า ใครนำเงินกลับมาคืนได้ก่อน  อีกคนต้องเป็นฝ่ายลาออก เสือและจิ๊บจึงเปลี่ยนสถานภาพจากคู่รักกลายเป็นคู่แข่ง และเป็นที่มาของเรื่องวุ่น ๆ ทั้งหลายในภาพยนตร์เรื่องนี้

เนื่องจากแนวหนังที่เป็นสุขนาฏกรรม (หรือที่ได้ยินกันทั่วไปว่า “คอเมดี้” (Comedy) แล้วจะพูดให้ยากทำไม)  ภาพยนตร์จึงมีเหตุการณ์ให้ขบขันแทบจะตลอดเวลา หากลองสังเกตจะพบว่าอารมณ์ขันและปมปัญหาทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นจากความเกินจริง (exaggeration) ที่มีอยู่ตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎของธนาคารที่ห้ามพนักงานคบกัน คนทั้งสนามฟุตบอลแห่ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม จ่าอำนวยเลี้ยงจระเข้ไว้ในบ้าน ฯลฯ ความเกินจริงเหล่านี้ที่แท้แล้วก็คืออาการเออเร่อ (error) อย่างหนึ่งนั่นเอง สิ่งที่เออเร่อในเรื่องจึงไม่ได้มีเพียงตู้เอทีเอ็ม  หากแต่เป็นตัวละครทุกตัว และเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

แม้กระทั่งเสือและจิ๊บที่เป็นคู่รักกัน กลับมาแข่งขันแย่งชิงผลงานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งยังกลั่นแกล้งกันอย่างไม่น่าเชื่อว่าคนรักกันจะทำได้ (ในกรณีนี้คู่ที่แต่งงานมานานแล้วอาจยกเว้น) เช่น จิ๊บถูกขังในห้องน้ำ หรือ เสือโดนตะปูเรือใบ เป็นต้น  ด้วยไม่มีใครยอมใคร กลายเป็นชนวนที่ทำให้ความรักของทั้งคู่สั่นคลอน และเกิดคำถามตามมาว่า  รักจะราบรื่นกว่าไหม ถ้ามีใครสักคนเป็นฝ่ายยอม

การพยายามเอาชนะกันในภาพยนตร์อาจเทียบได้กับการทะเลาะกันในชีวิตจริงของคู่รัก  แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็อยากเป็นผู้ชนะในการโต้เถียงด้วยกันทั้งนั้น  แต่การโต้เถียงจะสิ้นสุดไม่ได้เลยหากต่างฝ่ายมุ่งสาดอารมณ์เข้าใส่กัน  เว้นแต่จะมีฝ่ายหนึ่งเอาน้ำเย็นเข้าลูบ พอทุกอย่างสงบ  เราจะมองเห็นเหตุผลกันมากขึ้น  และเข้าใจว่าความรักควรค่าแก่การทะนุถนอมมากกว่าจะปล่อยให้ความหลง (โมหะ) มาทำลายเอาดื้อ ๆ นั่นเองที่ช่วยเยียวยาความเออเร่อ และทำให้รักกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

การยอมให้กับคนรักไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมแพ้หรือจำนนต่ออำนาจของอีกฝ่าย  แต่การยอมให้กับคนรักหมายถึงการ “ยอมรับ”  “เข้าใจ” และ “ให้เกียรติ” ในความคิด การตัดสินใจ นิสัย และตัวตนที่แท้จริงของคน ๆ นั้น  การยอมจึงไม่ใช่เรื่องเสียหน้า แต่การยอมบอกรู้เราเห็นคุณค่าของคนรักมากเพียงใด  เมื่อเรายอมรับและให้เกียรติผู้อื่น ผู้อื่นก็ยอมรับและให้เกียรติเรา เป็นธรรมดา (สำหรับคนที่มีวุฒิภาวะและควรค่าแก่การคบหาเท่านั้น)

สาระสำคัญของภาพยนตร์จึงเป็นการสร้างความเข้าใจกันระหว่างคู่รัก โดยอาศัยความเออเร่อขององค์ประกอบต่าง ๆ มาดำเนินเรื่องอย่างมีอารมณ์ขัน   ถึงกระนั้นก็น่าคิดว่า ตู้เอทีเอ็มเสียแล้วยังซ่อมกลับมาใช้งานได้ คนเราเหนือกว่าตู้เอทีเอ็มตรงที่มีความรู้สึกนึกคิด หากทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว จะแก้ไขให้กลับมาดีขึ้นไม่ได้เชียวหรือ

ลองมองหน้าคนรัก  ขอโทษที่ผิดพลาด แล้วเริ่มต้นแก้ไข  ย่อมไม่มีเรื่องใดมาทำให้ความรักพังทลาย แต่คนที่ขอโทษบ่อย ๆ เหมือนเออเร่อซ้ำซาก ก็ไม่ควรที่ใครจะให้ความรักเช่นกัน

 

 

ใส่ความเห็น

สักวาบอกบทเรื่อง สังข์ทอง ตอน เงาะถอดรูป

สักวาบอกบทเรื่องสังข์ทอง ตอน เงาะถอดรูป โดยทีมวิทยากรพี่เลี้ยงจากค่ายร้อยกรองและประชันกลอนสด “๑๒๐ ปี บารมีพระปกเกล้าฯ” จัดโดยสำนักพิมพ์ มสธ. เล่นที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมืองทองธานี เมื่อคืนวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๖ มีวงดนตรีไทยจากโรงเรียนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ร่วมบรรเลงด้วย

 

IMG_0213

บรรยากาศการเล่นสักวา

 

“อาสมบัติ” เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เริ่มกลอนว่า “สักวา วงสักวา มหาสนุก / จะมากระตุก ต่อมหัวเราะ ส่งเสียงลั่น / ทั้งพวกพ้อง น้องพี่ นี้ร่วมกัน / สืบวงวรรณ ชื่อดัง เรื่องสังข์ทอง / เพื่อลูกหลาน ยุวกวี ที่น่ารัก / ได้ตระหนัก คุณค่าที่ ไม่มีสอง / ได้ลิ้มรส บทเพลงไทย ใส่ทำนอง / ทั้งร้อยกรอง มีหลากรส ทุกบทเอย”

จากนั้น “พี่นก” ก็กล่าวบทไหว้ครูว่า “สักวา ขอพรชัย พระไตรรัตน์ / ผ่องประภัสสร์ พราวพิสุทธิ์ ดุจแก้วใส / กราบบังคม จอมราชัน มิ่งขวัญไทย / พระปกเกล้าฯ สถิตใน ดวงใจชน / ทรงเพาะกล้า ประชาธิปไตย ได้หยั่งราก / ทรงงานหลาก พระกรณียกิจ พิสิฐผล / ขอบารมี พระองค์ท่าน บันดาลดล / คุ้มกมล ผู้ชมสักวา หรรษาเอย”

ต่อด้วย “พี่นุ” ตัวแทนฝ่ายชายที่มาเกริ่นกลอนเชิญชวนฝ่ายหญิงให้เล่นสักวาด้วยว่า “สักวา เชิญสาวสวย หมวยยกแก๊งค์ / โชยกลิ่นแร้ง เอ๊ย โชยกลิ่นแป้ง มายวน ชวนชิดใกล้ / เล่นสังข์ทอง อวดฝีปาก ออกจากใจ / ฝีมือใคร จะแน่กว่า ท้าประลอง / สงสารคน มาไกล แต่ใจรัก / หวังพิทักษ์ ความเป็นไทย ไว้ทั้งผอง / เชิญสาวหมวย ปากกล้า สบตามอง / แล้วร้อยกรอง สักวา สักคราเอย”

ฝ่ายหญิงตอบว่าอย่างไร ฟังกลอนที่ “เจ้ป่าน” บอกไปว่า “สักวา สาวสวย มวยมีค่าย (ย้ำว่าห้ามผวน) / กรุ่นกลิ่นกาย กลั้วกาพย์กลอน ตอนค่ำค่ำ / มีชายชวน เฉลยถ้อย ร้อยลำนำ / แม้นเฉยชา ท่าจะทำ เสียน้ำใจ / จึงร่วมวง ประสงค์สรร วรรณรส / ดั่งธรรมเนียม กำหนด มาแต่ไหน / กระทบเปรียบ กระเทียบกระทั่ง สังคมไทย / โปรดอภัย อย่าถือสา คนบ้าเอย”

จากนั้น “อาสมบัติ” ก็แจกตัวว่าใครรับบทอะไรไว้ดังนี้ “สักวา แจกตัวละคร ก่อนดีดดิ้น / บท‘พระอินทร์’ ให้‘พี่นก’ ยกปีกเหาะ / ‘ไวไว’รับ บท‘พระสังข์’ ทั้ง‘เจ้าเงาะ’ / ‘พี่นุ’เหมาะ บท‘สามล’ คนชรา / ‘พี่ป่าน’เป็น ‘มณฑา’แก่ แต่หน้าใส / ‘รจนา’ มอบ‘ข้าวใหม่’ ไร้ปัญหา / ส่วน‘อิ๊ก’เป็น ‘นางกำนัล’ หลั่นลั้นลา / จะจิกด่า กันยังไง ให้ไวเอย”

เข้าสู่เนื้อหาของเรื่องสังข์ทอง จับตอนที่พระอินทร์คิดอยากช่วยให้พระสังข์ถอดรูปเงาะสักที จึงแปลงกายเป็นแม่ทัพ ยกพลมาท้าตีคลีกับท้าวสามล ซึ่ง “พี่นก” เล่นบทพระอินทร์ตอนนี้ว่า “สักวา รับว่า บทพระอินทร์ / พระพักตร์คล้าย หมาก ปริญ กินเต้าหู้ / คิดอยากช่วย เจ้าเงาะ พิเคราะห์ดู / แปลงกายสู้ เป็นแม่ทัพ รับต่อตี / ยกไพร่พล หลากล้วน ชาวสวนยาง / ประท้วงข้าง กำแพงเมือง กันอึงมี่ / ท้าวสามล จะออกหน้า มาตีคลี / หรือจะหนี ไปดูไบ ตามใจเอย”

“พี่นุ” บอกบทท้าวสามลเมื่อทราบเรื่องข้าศึกประชิดเมืองว่า “สักวา ท้าวสามล คนอำมหิต / ดื่มยาพิษ เล่นเล่น เป็นของว่าง / ที่ร่างกาย ซูบดำ เพราะอำพราง / กลัวน้องนาง นอกใจ ไล่จากเมือง / ศึกประชิด โอ้แม่เจ้า กรี๊ดสาวแตก / เจ้าหกเขย หน้าแปลก ไม่รู้เรื่อง / ไปรับศึก ก่อนปะทะ กับประเทือง / แอ๊บค้อนเคือง แล้วตบแป้ง แต่งหน้าเอย” สรุปว่าท้าวสามลกลัวข้าศึกจนสาวแตก  แต่ก็สั่งให้หกเขยออกไปตีคลีแทน ตัวเองก็แอบมานั่งแต่งหน้าสวย ๆ

นางมณฑารู้ว่าหกเขยตีคลีแพ้กลับมา จึงทูลเสนอให้ท้าวสามลตามเจ้าเงาะมาช่วย “เจ้ป่าน” บอกบทนางมณฑาว่า “สักวา เมียสามล คนแต๋วแตก / หยิบหญ้าแพรก กั้นน้ำ ตามประสา / ก่อนแปลงตน เป็นพริตตี้ หนีสภา / บอกสามี บากหน้า ปรึกษาเงาะ / ศึกสวนยาง ตั้งประชิด ติดทางใต้ / มัวแต่แถ แก้ไม่ได้ ช่างใจเสาะ / เที่ยวโชว์ความ ตามปัญญา น่าหัวเราะ / คนเหมาะเหมาะ สมองดี ไม่มีเอย”

นางกำนัล “พี่อิ๊ก” จึงต้องพานางมณฑาไปหาเจ้าเงาะที่กระท่อมปลายนา “สักวา ข้าช่วงใช้ ชอบใส่จริต / เดินตูดบิด เหมือนเจ้านาย โยกซ้ายขวา / แล้วก้มกราบ สีข้าง นางมณฑา / เชิญไปที่ ปลายนา อย่ารอรี / แหกปากเรียก เท่าไร ก็ไม่ตอบ / สงสัยชอบ ให้เรา เขวี้ยงเก้าอี้ / ถกผ้าถุง ถีบประตู ดูสักที / เวรล่ะซี กระท่อมพัง ซวยจังเอย”

ที่กระท่อมปลายนา “พี่ข้าว” ในบทนางรจนาได้ยินเสียงเรียก จึงพาเจ้าเงาะออกมาดู “สักวา เดินตก คอ-นก-รีต / รีทวีต เห็นข้อความ มาตามหา / ตบประตู หลบเก้าอี้ หนีตายมา / หรือม็อบยาง พารา โอ๊ย ตกใจ / กินข้าวโชว์ แจ้งช้ำ น้ำมันรั่ว / แม่มาเรียก ให้ตามผัว อยู่ยกใหญ่ / ซับน้ำมัน รอนะ ลูกจะไป / ตามผัวให้ แท้งกิ้ว ทรีไทม์สเอย”

เจ้าเงาะ “พี่ไวไว” เห็นนางมณฑามาหาถึงกระท่อม จึงทำท่าบ้าใบ้ กวนประสาทว่า “สักวา เจ้าเงาะ หล่อแปลกแปลก / ทำบ้าบอ คอแตก แผกภาษา / พูดผิดเหมือน นายกฯ ตลกสภา / ปั้นทีท่า เง่าโง่ โชว์แม่ยาย / เหวี่ยงเก้าอี้ แทนคำ นำต้อนรับ / รองเท้าจับ โบกเล่น เห็นความหมาย / ไม่สนใคร บอกว่า หน้าไม่อาย / ไม่ได้ขาย ประเทศไทย โกงใครเอย”

นางมณฑาตกใจ แต่ก็บอกนางรจนาว่าจะมาขอให้เจ้าเงาะออกไปช่วยตีคลี ดังกลอนที่ “เจ้ป่าน” บอกว่า “สักวา แม่ยายเงาะ สวยแต่โง่ / แทบไม่โผล่ เข้าสภา ทำหน้าที่ / เห็นลูกเขย ปากมาก แหม ปากดี / ทั้งประท้วง ทุ่มเก้าอี้ อภิปราย / สั่งขุนค้อน ให้เป็นขุน พลอยพยัก / คอยพิทักษ์ ‘ไพร่เทือ’ เหนือกฎหมาย (เจ้ย้ำด้วยว่าอย่าผวนคำนั้น) / เอาตำรวจ รัฐสภา มาหลายนาย / กล้าท้าทาย จงกระชาก ลากไปเอย”

นางรจนาเห็นเจ้าเงาะทำท่าจะไม่ช่วย จึงใช้มารยาหญิงตามกลอนของ “พี่ข้าว” ว่า “สักวา พาที พี่ต้องช่วย / พ่ออาจซวย ถ้าเขยน้อย มาพลอยหนี / ต้องรีบใช้ มารยาหญิง ยิ่งเร็วยิ่งดี / เหมือนตอนที่ โอบาร์มา มาเมืองไทย / ยิ้มหวานหวาน การพูดจา อย่ารู้เรื่อง / แบ๊วต่อเนื่อง เดี๋ยวลิ่วล้อ ก็แก้ไข / สปี๊คอิงลิช ผิดผิด ฟุดฟิดไป / น่ากลัวจน เงาะตกใจ ยอมช่วยเอย”

เจ้าเงาะอ้างว่าไปช่วยตีคลีไม่ได้ เพราะไม่มีชุดที่จะใส่ ขอให้ท้าวสามลส่งเครื่องทรงมาให้ พี่ไวไวบอกกลอนตอนนี้ว่า “สักวา เจ้าเงาะ หล่อเล็กน้อย / ทำหน้าลอย ไม่ประสงค์ เครื่องทรงเก่า / คุณแม่คะ ชายไม่โปรด โกรธเบาเบา / อยากได้ชุด กี่เพ้า เข้าตีคลี / ขอสร้อย เพชรกันยา มาประดับ / ให้วับวับ แวมแวม แจ่มราศี / หากสามล ไม่จัดให้ ในทันที /  เงาะจะนุ่ง บิกินี่ ตีคลีเอย”

ท้าวสามล “พี่นุ” รู้ว่าเจ้าเงาะอยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่ เลยจัดแจงส่งไปให้ทันที “สักวา ท้าวสามล คนดีไซเนอร์ / ชุดเว่อร์เว่อร์ คิดอย่างไร จะให้เหมาะ / อยากจะแกล้ง เขยซื่อ ชื่อเจ้าเงาะ / แล้วหัวเราะ ให้เตรียมการ กำนัลใน / เอากระป๋อง ผูกกระเป๋า เผากะปิ / ห้อยมะลิ แขวนปลาดุก คลุกปลาไหล / เสื้อกางเกง หลากสี คงดีใจ / ออกแบบให้ แล้วไปนอน อมฮอลล์เอย”

“พี่อิ๊ก” ซึ่งเป็นนางกำนัล ต้องรีบไปทูลท้าวสามลว่าเจ้าเงาะไม่ชอบชุดที่ส่งไปให้ “สักวา นางกำนัล รีบหันหลัง / วิ่งกลับวัง ลุกลน จนลิ้นห้อย / มาทูลท้าว สามล คนหนุ่ม(เหลือ)น้อย / ว่าเงาะถ่อย ไม่ชอบชุด ขุดจากดิน / อยากได้ชุด เซ็กซี่ สีเจ็บเจ็บ / เงาะเซเล็บ เบื่อสายเดี่ยว เสียวพุงปลิ้น / ต้องกี่เพ้า ผ่าครึ่ง ถึงจะฟิน / ให้พระอินทร์ อ้าปากจ้อง ร้องจ๊ากเอย”

พระอินทร์ “พี่นก” เห็นเจ้าเงาะเล่นตัว กลัวไม่ได้ตีคลี จึงให้พระวิษณุกรรมเอาชุดไปส่งให้แทน “สักวา พระอินทร์ อยากกินเค้ก / ว่าแล้วเสก เครื่องทรง ส่งมาใหม่ / จะเลือกชุด สีแดง ก็แรงไป / ชุดสีเหลือง จะเสกให้ ก็ไม่มี / หยิบเสื้อยืด ลายเท่ เสรีชน / หน้ากากขาว วางบน ขนถึงที่ / อีกรองเท้า ยางพารา ราคาดี / แถมมือตบ ไว้ตีคลี แฮปปี้เอย”

นางรจนา “พี่ข้าว” วิงวอนให้เจ้าเงาะถอดรูป “สักวา ปฏิรูป เอ๊ย ถอดรูป / รจนา จุดธูป บอกพี่จ๋า / เปลี่ยนเสื้อสี เป็นเสื้อสูท พูดในสภา / ให้คนเขา รู้ว่า เหลี่ยมเรามี / รีบตั้งโครง เบิกงบประมาณ หารค่าม้า / สองจุดสอง ล้านล้านกว่า ม้าเร็วจี๋ / ไปเถิดรีบ ถอดรูป ไปตีคลี / หากเห็นท่า ไม่ดี ค่อยหนีเอย”

นางมณฑา “เจ้ป่าน” เห็นเจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์ก็ถึงกับตะลึงในรูปทอง “สักวา นางมณฑา อ้าปากหวอ / เห็นเขยหล่อ ก็กรี๊ด เกิดดีดดิ้น / เหมือนเจมส์ จิ บวกเจมส์ มาร์ ป้าสุดฟิน / ถอดรูปแล้ว หมาก ปริญ ยังชิดซ้าย / คิดว่าเป็น ดารา ถลากอด / โอ้ มายก๊อด ลูกเขย เลยใจสลาย / อดชวนไป โฟร์ซีซั่น พลันเสียดาย / ว่าแล้วขาย ชาติเลี้ยง จนเกลี้ยงเอย”

เมื่อถอดรูปเงาะแล้ว พระสังข์ “พี่ไวไว” ก็ตีคลีชนะพระอินทร์ได้ในที่สุด “สักวา พระสังข์ หอยยังขาว / ไม่เซาะกราว เหมือนเจ้าเงาะ ดูเหมาะเหม็ง / ชนะคลี พระอินทร์อ้วน ป่วนสำเพ็ง / ด้วยเราเล็ง ตีไข่ ให้จุกท้อง / ชนะเสียง ข้างมาก สังข์อยากเล่า / ไม่เชียร์เรา จะโดนไล่ ให้หม่นหมอง / โทนี่ แบลร์ อย่าคิดสู้ ทีมปูกระดอง / ใครขัดข้อง จะสั่งเผา เป็นเถ้าเอย”

ท้าวสามล “พี่นุ” ดีใจ ยกเมืองให้พระสังข์ครอบครอง “สักวา เงาะถอดรูป อยากจูบสักจ๊วบ / ก้มมองบวบ ที่แขวนไว้ แล้วใจสั่น / ทั้งฝีมือ ฝีไม้ ใครเทียมทัน / โอ้ ยอดขวัญ เขยแก้ว ช่างแบ๊วจริง / กลับมาครอง เมืองเถิด พ่อเปิดก่อน / ไปดับร้อน ม็อบสวนยาง สร้างสุขยิ่ง / ใครจะเป็น อย่างไร ไม่ประวิง / ไปแต่งหญิง ขึ้นเวที ทิฟฟานี่เอย”

จบเรื่องสังข์ทอง ตอน เงาะถอดรูป แล้ว “พี่ไวไว” ก็เอ่ยบทลากับผู้ชมทุกคนว่า “สักวา ลากัน ณ วันนี้ / ความรู้สึก ดีดี ยังมีให้ / ฝากถ้อยคำ แต่ละคำ สัมผัสใจ / กล่อมอาลัย ที่จากกัน วันอำลา / ลาผู้คน ดนตรี กวีศิลป์ / ไม่สุดสิ้น สายสัมพันธ์ อันล้ำค่า / ใจหวั่นหวั่น มิอยากจัก จบสักวา / ปาดน้ำตา แล้วพบกัน ในฝันเอย”

ใส่ความเห็น