บุญให้ทานไฟ ประเพณีปีใหม่เมืองนครฯ

วันนี้จะมาเล่าเรื่องงานประเพณีให้ทานไฟที่จัดขึ้นช่วงเช้ามืดในวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ ณ วัดสุชน ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นครั้งที่ ๑๘ แล้วในปีนี้
.
ครอบครัวผมตื่นกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อเตรียมตัวไปวัด แม้จะเป็นช่วงเช้ามืด แต่บรรยากาศภายในอารามก็คึกคักด้วยผู้คนจำนวนมากที่มารอร่วมงาน การให้ทานไฟเป็นประเพณีที่จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละวัด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีอากาศหนาวกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้พระสงฆ์ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เพียง ๓ ผืน ไม่สะดวกออกบิณฑบาตในตอนเช้า ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันมาทำอาหารร้อน ๆ เพื่อถวายพระกันในบริเวณวัด
.

3348

สองแม่ลูกถือถาดอาหารเตรียมตักบาตรให้ทานไฟ

.
ภาพที่พบเห็นในประเพณีให้ทานไฟจึงเป็นการทำอาหารต่าง ๆ  ของชาวบ้านแต่ละครอบครัว เช่น ข้าวแกง ข้าวเหนียวหมูย่าง ทอดมัน ขนมครก ขนมโค ขนมเบื้อง ขนมถังแตก ซาละเปา ฯลฯ ตามความถนัด ที่เคยเห็นวัดอื่น ๆ มีข้าวหลาม น้ำชา กาแฟ ไข่ดาว หมูแฮม ไส้กรอกทอด ลูกชิ้นทอด เรียกได้ว่าปรับประยุกต์ตามความนิยมของยุคสมัย นอกจากนี้ หากผู้ร่วมงานไม่สะดวกทำอาหารเอง ก็ซื้อหาจากคนที่ทำอยู่ก็ได้ ซึ่งเงินที่ได้มาก็จะนำไปถวายวัดทั้งหมด เรียกว่าเป็นการทำบุญสองต่อเลยทีเดียว สำหรับวัดสุชน นอกจากจากจะมีชาวบ้านที่มาทำอาหารถวายพระแล้ว ก็ยังมีกลุ่มตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ อย่างโรงเรียน อบต. หรือหน่วยงานราชการ มาร่วมออกร้านขายอาหารด้วย
.

3353

ซุ้มขนมครกของแม่ครัวมือใหม่

3352

ข้าวแกงที่มีคนรอซื้อยาวเหยียด

3350

ขนมโค เหมือนจะทำง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่เห็น

3354

ขนมถังแตก แต่คนทำไม่ถังแตกนะ

3349

หมูย่าง ข้าวเหนียวย่างก็มา

.
ในการให้ทานไฟจะก่อกองไฟขึ้นภายในบริเวณวัด แรกเริ่มก็เพื่อให้ความอบอุ่นแก่พระสงฆ์มานั่งล้อมรอบกองไฟระหว่างชาวบ้านนำอาหารมาถวาย และเป็นแสงสว่างให้ผู้ร่วมงาน แต่ปัจจุบันการก่อกองไฟเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเพณี บางวัดอาจมีพระมาสวดมนต์รอบกองไฟ หรือไม่ก็ให้พระนำชาวบ้านเดินประทักษิณรอบกองไฟนั้น สำหรับวัดสุชนเป็นการสวดมนต์สั้น ๆ ก่อนที่พระสงฆ์จะบิณฑบาตรับภัตตาหารจากชาวบ้านที่ยืนรอถวายรอบกองไฟดังกล่าว
.

3370

พระสงฆ์บิณฑบาตภัตตาหารจากพุทธสาสนิกชน บางวัดอาจจะไม่บิณฑบาต แต่ให้ชาวบ้านเข้าไปถวายพระในศาลาได้เลย

.
การจัดงานที่วัดสุชนปีนี้มีการจุดพลุก่อนเริ่มงานหลายนัด เสียงอึกทึกไปทั่วบริเวณ อีกทั้งการจุดกองไฟก็มีลูกเล่นแตกต่างไปจากทุกปี แทนที่จะจุดกองไฟโดยวิธีปกติ ก็ใช้การยิงจรวดลูกหนูวิ่งไปวิ่งมารอบลานพิธี ก่อนจะพุ่งเข้าไปจุดยังกองฟืนที่อยู่กลางลานนั้น ในด้านหนึ่งก็สร้างสีสันและความตื่นเต้นแก่คนที่มาร่วมงาน แต่ด้านหนึ่งก็ทำให้ภาพความเรียบง่ายของประเพณีเลือนหายไป อีกทั้งจรวดลูกหนูที่วิ่งผ่านไปมาเหนือศีรษะผู้ร่วมงานในระยะประชิดนั้นก็ชวนให้หวาดหวั่นอันตรายหากมีความผิดพลาดเกินขึ้น ทางที่ดี ผู้จัดควรกั้นบริเวณหรือพื้นที่ที่จรวดวิ่งผ่านให้ชัดเจน เพื่อคนร่วมงานจะได้ไม่เข้าไปใกล้ เป็นการป้องกันอันตรายจากเหตุเหนือความคาดหมาย และยังเป็นการตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทดังพุทโธวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย
.

3368

ใส่บาตรเสร็จ พ่อกับแม่ก็ถ่ายรูปกับกองไฟในบริเวณงาน

.

อย่างไรก็ตาม ประเพณีให้ทานไฟที่นี่ก็ถือเป็นกิจกรรมดี ๆ ที่เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทำนุบำรุงพระศาสนา ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่นที่ได้ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ญาติพี่น้องและคนรู้จักได้มาพบปะกันในงานบุญ และท้ายที่สุด ประเพณีให้ทานไฟยังนับเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจหากได้รับการประชาสัมพันธ์ที่ดี
.
ประเพณีนี้ให้ทานไฟเสร็จสิ้นกิจกรรมประมาณหกโมงเศษ จากบริเวณวัดที่มีแต่แสงไฟก็ค่อยสว่างด้วยแสงอาทิตย์ หลายคนเริ่มทยอยกลับบ้าน บ้างก็มาสักการะ “พระพุทธชยันตีศรีสุชน” หรือ “หลวงพ่อทับขาม” พระประธานในพระอุโบสถที่งดงามมากของวัดนี้ สร้างความร่มเย็นภายในจิตใจแก่ผู้ที่มาสักการะได้เป็นอย่างดี
.

3361

แม่กำลังนมัสการหลวงพ่อทับขาม

3365

พ่อกับแม่ถวายเงินทำบุญหน้าอุโบสถหลวงพ่อทับขาม

.
หลังจากนี้ วัดอื่น ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชก็จะมีประเพณีให้ทานไฟเรื่อยไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นงานบุญประเพณีช่วงต้นปีที่เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลของผู้ร่วมงาน รวมถึงผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้ ขอเชิญร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลที่ครอบครัวผมในร่วมสร้างโดยถ้วนหน้าพร้อมกัน เพื่อความสุขความร่มเย็นตลอดปีใหม่นี้ด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

ยกทะเลเทใส่ปากที่ “เมืองคอนบุฟเฟ่ต์ทะเลเผา”

แอบมองร้านบุฟเฟ่ต์ร้านนี้ผ่านทางสื่อออนไลน์มาสักพักแล้ว ประกอบกับกลุ่มนักศึกษาที่มาช่วยงานก็บอกว่าอยากไปมาก พอเสร็จงานช่วงค่ำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พวกเราก็เลยยกโขยงกันไปยังร้านที่ว่าให้สมใจอยาก
.

12271428_1128454743849414_1204143399_o

เมืองคอนบุฟเฟต์ทะเลเผา

.
เมืองคอนบุฟเฟ่ต์ทะเลเผา เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างที่เน้นเฉพาะอาหารทะเลแบบเต็ม ๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา กั้ง และอื่น ๆ ที่เรียกไม่ถูก จัดมาวางสด ๆ ภายในร้าน เรียกว่าอยากทานแค่ไหน ก็คีบมาย่างได้ไม่อั้น สำหรับความน่ากินนั้น ขอให้ลองจินตนาการกุ้งย่างที่แกะเปลือกออกแล้วเห็นเนื้อสีขาวมีควันลอยกรุ่นออกมา แถมเนื้อกุ้งก็หวานธรรมชาติเพราะเลือกของสดจริง ๆ มาทำ  ส่วนน้ำจิ้มซีฟู้ดจะว่าไปก็ยังไม่ “จี๊ดใจ” ถึงกับลืมไม่ลง แต่ก็ช่างเถอะ ลิ้นใครก็ใครอะนะ พริก กระเทียม น้ำมะนาว เขาก็มีให้ ปรุงรสเอาเองละกัน
.

S__48955406

กุ้ง กั้ง และปลาหมึกตัวโต ๆ

.
ของที่ไม่ค่อยได้กินตามร้านอาหารทั่วไปอย่าง “กั้งแก้ว” ก็มีให้ชิมที่นี่ด้วย ถ้าใครอยากกินก็เอาขึ้นย่างไฟแป๊บเดียวพอ เพราะถ้านานเนื้อจะแห้งไม่เหลืออะไร อย่างไรก็ตาม สาวน้อยนางหนึ่งในคณะของเราซึ่งเป็นลูกน้ำเค็มจากเกาะสมุยโดยกำเนิด ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า กั้งสดสามารถนำมายำกับน้ำจิ้มแซ่บ ๆ และทานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความร้อน รสชาติที่ว่าไม่เลวเลยทีเดียว เนื้อกั้งสดหวานผสานกับน้ำยำรสเปรี้ยวไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย นอกจากปลาดิบและกุ้งเต้นแล้วก็เพิ่งรู้วันนี้ว่ากั้งก็กินแบบดิบ ๆ ได้เหมือนกัน
.

S__48955408

หอย ปลา และอื่น ๆ

.
นอกจากนี้ยังมีทั้งปูใหญ่ ๆ ปลาหมีกโต ๆ หอยแครง และหอยนางรม ส่วนที่ประทับใจคือปลาซาบะ ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ ย่างร้อน ๆ รสชาติดีกว่าที่ซื้อในห้างมานึ่งกินเองซะอีก  ส่วนพนักงานก็บริการดี จะเข้ามาเก็บเปลือกกุ้ง ปู หอยที่เราทานอยู่ตลอด เรียกว่าไม่ปล่อยให้เศษอาหารกองล้นโต๊ะได้เลย

.

12233087_1126570944037794_1824456264_n

อาหารบนตะแกรงย่าง

.
นอกจากของสดแล้วก็ยังมีอาหารที่ปรุงเสร็จอย่างต้มยำทะเล ยำปลาหมึก กุ้งนึ่ง และข้าวผัดไข่ ให้เลือกชิมกันด้วย ใครอิ่มแล้วก็มีของหวานเป็นไอศกรีมครบรส ตามด้วยผลไม้อย่างแตงโมและกล้วยหอมทั้งหวี  เครื่องดื่มก็มีน้ำอัดลมครบทุกสี refill ได้ตลอดเวลา (แต่ต้องลุกมาเอง) ทุกอย่างราคารวมในบุฟเฟต์แล้ว เว้นแต่ว่าใครอยากดื่มเบียร์ อันนั้นก็ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา เพราะพวกเรา No Alcohol

.

12242075_1126570994037789_622916658_n

อาหารบนตะแกรงย่าง

.

ใครอยากแกะรอยตามไปก็ไม่ยากนะครับ หากมาจากสี่แยกหัวถนนก็ตรงไปทางอำเภอปากพนัง พอพ้นโฮมโปรมานิดหน่อย ก็จะเจอร้านเมืองคอนบุฟเฟต์ทะเลเผาอยู่ติดถนนทางซ้ายมือ จอดรถหน้าร้านได้ แต่ไม่แน่ใจว่ามีที่จอดรถหลังร้านด้วยรึเปล่า (ถ้ามีก็ดี) ช่วงนี้ร้านมีโปรโมชั่น 399 บาท ทานได้ไม่จำกัดเวลา พวกเรากันอยู่ประมาณสองชั่วโมงครึ่งก็ต้องอำลา (ส่วนผมยกธงขาวตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว) ขับรถกลับบ้านแทบไม่ไหวเลย อิ่มมาก
.

S__48955400

ผู้ร่วมก่อการทั้งห้า

.

รอบหน้าถ้าไปอีกจะเตรียมท้องไว้แต่เนิ่น ๆ แต่เราจะไม่ยอมเสียมารยาทด้วยการตักมาแล้วทานไม่หมดเป็นอันขาด เอ๊ะ พูดแบบนี้กลัวเสียมารยาทหรือกลัวเสียค่าปรับก็ไม่รู้

 

ใส่ความเห็น

“ชีวิตที่ต้องเลือก” ของหนังรักแห่งปี : ฟรีแลนซ์  ห้ามง่วง..ห้ามงง..ห้ามหลงทาง

ข้อเขียนนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

.
“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ” คือชื่อจริง ๆ ของภาพยนตร์เรื่องใหม่จากค่าย GTH ซึ่งใครหลายคนคาดหวังว่าจะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งอย่างเรื่องที่แล้วมา  ประกอบกับเนื้อหาที่พูดถึงความรักระหว่างหมอกับคนไข้ก็เป็นโครงเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย  แต่พอได้ดูจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเหนือความคาดหมาย  จากเดิมที่คิดว่าเป็นหนังรักเบาสมอง  ก็กลับเป็นหนังชีวิตเข้าขั้นจริงจัง  ทั้งยังตั้งคำถามกับคนวัยทำงานในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมาว่า “อะไรกันแน่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต”
.

CLqKyCXVEAAlFMn-420x600

.

ภาพยนตร์เล่าเรื่องของ ยุ่น หนุ่มมาดกวนวัยสามสิบ อาชีพรับจ้าง(ในเรื่องเรียกเก๋ๆ ว่า ฟรีแลนซ์)ทำกราฟิกดีไซน์  ที่อุทิศชีวิตให้กับงานอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดไม่นอนติดต่อกัน 4 วันเพื่อให้งานเสร็จ  ยุ่นให้เหตุผลว่าวงการฟรีแลนซ์มันโหด ถ้ามีงานผ่านเข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อน หากปฏิเสธแล้วก็อาจจะไม่มีงานเข้ามาอีก ทำให้เขาต้องทำงานอย่างลืมตาย สุดท้ายร่างกายก็ฟ้องว่าเริ่มไม่ไหว ยุ่นเริ่มมีผื่นขึ้นตามตัวทีละเม็ด จนในที่สุดเขาก็ได้พบกับ “หมออิม” ทำตามคำแนะนำของหมอ และกลับไปหาหมอตามนัด เรื่องของเรื่องก็มีประมาณนี้

.

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ  หมออิมขอให้ยุ่นดูแลสุขภาพ แต่ยุ่นบอกว่าไม่ได้เพราะมีงานต้องทำ กลายเป็นปมขัดแย้งที่ขับเคลื่อนภาพยนตร์ให้เดินเรื่องต่อไป  บทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้ที่ผมจำได้เลา ๆ อาจไม่ตรงทุกคำพูดมีอยู่ว่า

.

……….หมออิม : คุณไม่กลัวตายหรือไง

……….ยุ่น : ผมรู้จักชีวิตดีพอที่จะไม่กลัวตาย

……….หมออิม : หมอเคยได้ยินคนที่พูดอย่างนี้ เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในชีวิตให้คิดถึงเลย
.

บทสนทนาตอนนี้น่าจะจุกอกยุ่นอย่างแรง ซึ่งเมื่อดูตามเนื้อเรื่องแล้ว  ยุ่นเลือกงาน ทุ่มเทให้กับงาน  จนชีวิตของเขาสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังหมายรวมถึงเพื่อนและครอบครัวด้วย

.

อย่างเรื่องเพื่อน  ชีวิตของยุ่นแทบไม่มีเพื่อนเลยก็ว่าได้   เพื่อนที่ยุ่นน่าจะใกล้ชิดที่สุดก็คือ “เจ๋”  ซึ่งเป็นรุ่นน้องคนที่คอยป้อนงานให้ยุ่นทำ คอยโทรตาม ทวงถามงาน และหาเรื่องให้แก้ไข  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดูเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าจะเพื่อนเป็นกันจริง ๆ   แม้ในตอนท้ายที่เจ๋จะต้องแต่งงาน และต้องถอยจากวงการนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ยุ่นรู้สึกสะเทือนใจ และบอกเจ๋ว่าให้โทรหากันบ้าง  แสดงให้เห็นว่าชีวิตของยุ่นไม่มีใครเลยจริง ๆ จึงต้องขอให้เพื่อนร่วมงาน (ซึ่งน่าจะเป็นคนละวงกับเพื่อนสนิท) โทรหา

.

เพื่อนที่ไม่น่าจะใช่เพื่อนอีกคนของยุ่นคือ ไก่ พนักงานร้าน 7-Eleven ที่ยุ่นชอบไปคุยด้วย แม้ไก่จะดูเป็นคู่คิดที่ให้คำปรึกษาได้(ดีบ้างไม่ดีบ้าง) หรือจะเป็นคู่ตีแบดในบางครั้ง  แต่ไก่ก็ไม่ใช่เพื่อนที่จะดูหนังฟังเพลงอย่างคนสนิททั้งหลายทำกัน   คนที่ยุ่นเรียกว่า เพื่อนสนิท มีคนเดียวคือ พงศธร  แต่ยุ่นกลับตอบไม่ได้ว่าเคยเจอพงศธรครั้งสุดท้ายเมื่อไร  และ ที่สำคัญ  การเรียกเพื่อนด้วยชื่อจริงก็น่าจะบ่งบอกความห่างเหินของยุ่นกับเพื่อนคนนั้นได้มากทีเดียว เพราะถ้าเพื่อนสนิทกันจริงคงเรียกกันด้วยชื่อเล่น หรือไม่ก็ “ฉายา” ที่มีแต่เพื่อนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่รู้

.

ท่าที คำพูดและความคิดกวน ๆ ของยุ่นที่แสดงออกมาตลอดทั้งเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่ใช้กลบเกลื่อนความเหงาที่เกาะกุมทั้งหัวใจของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แม้แต่คนในครอบครัว เขาก็แทบไม่นึกถึง  ในเรื่องมีพูดถึงแม่เพียง 2 ครั้ง ครั้งละประโยคเท่านั้น  ยิ่งในตอนท้าย มีฉากที่ยุ่นจินตนาการถึงงานศพของตนเอง ผู้ชมจะพบว่า แม้จะมีเก้าอี้มากมายในงานศพ  แต่คนที่จะมาอยู่ในงานของยุ่นก็มีอยู่ไม่มีกี่คน  เจ๋  ไก่ พงศธร แม่ และหมออิมเท่านั้น

.

แต่ในบรรดาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดูเหมือนจะสนิทแต่ไม่สนิทนั้น  ยุ่นกลับได้พบความสัมพันธ์แบบตรงกันข้ามกับคนที่ไม่น่าจะสนิทแต่กลับสนิทอย่างไม่น่าเป็นไปได้

.

หมออิมนั่นเอง

.

ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ทั่วไป น่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผิน  คือเจอกันก็ถามอาการ หมอวินิจฉัย  ให้คำแนะนำ สั่งยา แล้วก็แยกย้ายกันไป นัดกันใหม่ก็ค่อยเจอกันอีกที  แต่สำหรับยุ่นและหมออิม กลับแตกต่างออกไป  เห็นได้จากตอนที่หมออิมถามชื่อเล่นของยุ่น และแนะนำชื่อเล่นของตนเอง  ทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า “เราอายุใกล้กัน เป็นเพื่อนกันเนอะ”  แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเกินกว่าหมอและคนไข้ทั้งหลาย (ขนาดพงศธรที่ยุ่นบอกว่าเป็นเพื่อนสนิท เขาก็ยังไม่รู้จักชื่อเล่นเลย)  นอกจากนี้ยังมีตอนที่ยุ่นพูดหลังจากหมออิมซักประวัติต่าง ๆ นานาว่า “หมอรู้จักครึ่งชีวิตของผมแล้ว” ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท  ก็คงมีแต่แฟนเท่านั้นที่จะรู้เนื่องแบบนี้

.

ด้วยเหตุนี้เรื่องราวความรักระหว่างคนไข้กับหมอที่ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นใน Freelance จึงไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่หวานแหวว แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง  อย่างที่เราคิดว่า ความรักระหว่างหมอกับคนไข้จะเป็นไปได้อย่างไร  หนังเรื่องนี้ก็สื่อออกมาประมาณนั้น  เพียงแต่ปรุงแต่งรสชาติให้มีสีสันขึ้นมาบ้าง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เกินเลยออกไปจากความเป็นจริง

.

ฉะนั้นความเป็นหนังรักแห่งปี ของ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ” จึงไม่ได้อยู่ที่ความกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งแบบหนัง Feel Good เรื่องอื่น ๆ ของ GTH แต่ความเป็นหนังรักแห่งปีของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ “ความสมจริง” เพราะเรื่องราวที่เล่ามันดูเป็น “ชีวิตจริง”  ที่ดำเนินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ  มีเรื่องให้แก้ปัญหากันไปเป็นวัน ๆ  ไม่มีจุด Peak  จี๊ดจ๊าดที่เรียกน้ำตา (ชีวิตจริงของเราก็ไม่ได้เจอไคลแมกซ์แบบในหนังกันบ่อยนัก ยิ่งบางคนอาจจะไม่มีเลย) แต่มีอารมณ์รักเหงา ๆ แบบซึมลึก อารมณ์เศร้าแบบคนสังคมเมืองที่มีคนอยู่รอบกายแต่กลับไม่รู้สึกอบอุ่นแต่อย่างใด เป็นความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟันมันไปให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ยอมรับที่จะอยู่กับมัน อย่างรู้เท่าทันเท่านั้น

.

อย่างไรก็ตาม ในความราบเรียบของภาพยนตร์ที่ใครหลายคนมองว่าไม่มีจุด Peak นั้น แท้ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่   ซึ่งหากเราตีความคำว่าจุด Peak เสียใหม่  ว่าไม่ใช่แค่จุดที่ทำให้อารมณ์ของผู้ชมขึ้นไปอยู่สูงสุดของเรื่องเพียงอย่างเดียว  แต่มองว่าจุด Peak คือจุดที่บีบคั้นความรู้สึกเป็นพิเศษ (อาจจะไม่มาก แต่ก็พิเศษ) และทำให้ตัวละครเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือเรียนรู้อะไรบางอย่างจากจุดนั้น  จะพบว่าจุด Peak ในหนังมีหลายครั้งเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

.

……….ตอนที่ 1 ยุ่นรู้ตัวว่าหายป่วย และจะไม่ได้พบหมออิมอีก เขาจึงไม่ยอมจับมือกับหมออิม ก่อนจะลุกออกจากห้องตรวจไป

……….ตอนที่ 2  เจ๋เลือกแต่งงานและออกจากวงการกราฟิกดีไซน์ ทำให้ยานรู้สึกว่ากำลังจะเสียเพื่อน แต่ก็ห้ามไม่ได้

……….ตอนที่ 3 ยุ่นแสดงความยินดีกับเจิด รุ่นน้องที่ตนมองเป็นคู่แข่งในวงการ

……….ตอนที่ 4 ยุ่นรับงานพี่เป้งมาทำอย่างบ้าคลั่งและอดนอนแต่เนื่อง 12 จนช็อค (งานที่ยุ่นรับทำเป็นการตัดต่อภาพสงครามไปอยู่บนเรื่องร่างของของคน  ซึ่งขณะทำงาน ยุ่นก็พบว่าตนกำลังทำสงครามกับร่างกายตนเองไปพร้อมกันด้วย  ยิ่งร่างกายยุ่นอ่อนแอ  ผื่นก็ยิ่งขึ้นเต็มตัว  รอยผื่นบนเรือนร่างของเขา จึงไม่ต่างจากบาดแผลของสงครามที่เขากำลังตัดต่อภาพอยู่)

……….ตอนที่ 5 ยุ่นปฏิเสธพี่เป้ง

……….ตอนที่ 6 ยุ่นกลับไปหาหมออิมอีกครั้ง และหมออิมบอกว่า “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”

.

ในบรรดาจุด Peak ทั้งหลาย ยุ่นก็ได้เรียนรู้ในตอนท้ายว่าชีวิตของเขาควรจะเลือกอยู่เพื่อคนที่เรารัก  อยู่เพื่อแม่  อยู่เพื่อดูหน้าลูกของเจ๋ และอยู่เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับหมออิม แม้เขาจะตอบไม่ได้ว่ารักหมออิมหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดี ในฝั่งของหมออิมก็แสดงออกมาว่ารักและห่วงใยยุ่นอยู่เหมือนกัน จากคำพูดตอนที่ยุ่นหายป่วยครั้งแรกว่า “ถ้าคิดว่าเป็นคนไข้ก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่พอคิดว่าเป็นเพื่อน เมื่อจะไม่ได้เจอกันแล้วก็ใจหาย” แสดงให้เห็นความผูกพูนที่หมอมีต่อคนไข้ และไม่ว่าความรักที่หมออิมจะมีต่อยุ่นจะเป็นแบบเพื่อน  แบบคนรัก  หรือแบบเพื่อนมนุษย์จะมีต่อเพื่อนร่วมโลกก็ตาม  มันก็เป็น ความรักที่สำคัญทั้งสิ้น  ดังประโยคที่หมออิมพูดตอนสั่งยาให้ยุ่นครั้งสุดท้าย “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก” แสดงให้เห็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่  เพราะคนที่มาพบหมอคือคนที่มีความทุกข์ แต่คนที่ไม่ต้องมาพบหมอน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีความสุข  หมออิมอยากให้ยุ่นมีความสุขจึงกล่าวประโยคนั้นออกมา  แม้ว่ามันจะแลกด้วยการที่จะไม่ได้เจอคนที่เธอรักอีกเลยก็ตาม
.

การเสียสละแบบนี้ไม่เรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ

.

นี่แหละหนังรักแห่งปี (แต่ผู้ชมต้องห้ามง่วง ห้ามงง และห้ามหลงทาง )
.

, , , , ,

1 ความเห็น

ขนมจีน”ตามบาย” อร่อยได้ไม่อั้น

“ตามบาย” เป็นร้านบุฟเฟต์ขนมจีน ตั้งอยู่ตรงตลาดลีวัฒนา ถนนพัฒนาการคูขวาง ฝั่งตรงข้ามห้างเทสโก้โลตัส นครศรีธรรมราช ซึ่งถ้ามองดูจากภายนอก อาจจะนึกไม่ออกว่านี่คือร้านขนมจีน เพราะสไตล์การตกแต่งที่ดูเป็นแบบอิตาเลียน ขัดกับรายการอาหารพื้นเมืองอย่างที่หาทานได้ทั่วไปในเมืองไทย แต่หากมองว่าอิตาลีเป็นเจ้าตำรับอาหารจำพวกเส้นอย่างสปาเก็ตตี้หรือพาสต้าแล้ว ขนมจีนของเราก็ถือเป็นอาหารจำพวกเส้นที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน โดยเฉพาะขนมจีนเมืองนครฯ ที่ต้องจัดเต็มทั้งเรื่องเส้น น้ำยา และผักเครื่องเคียงด้วยแล้ว การตกแต่งร้านขนมจีนแบบอิตาเลียนในลักษณะนี้จึงเป็นการผสมผสานรูปแบบที่แตกต่างระหว่าง 2 วัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ

“ตามบาย” ใช้เส้นขนมจีนทำสด พร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา เส้นเหนียวนุ่ม ทั้งยังมีขนาดเล็ก พอคลุกเคล้ากับน้ำยาจะรู้สึกว่ารสชาติเข้าเส้นดีกว่าขนมจีนเส้นใหญ่ พอพูดถึงน้ำยาแล้ว ร้านนี้ก็มีให้เลือกหลาย ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาแกงป่า น้ำยาแกงไก่ น้ำยาโคราช(แบบที่มีลูกชิ้น) แต่ที่พลาดไม่ได้คือ น้ำยาปู ซึ่งจะมีปูเป็นชิ้น ๆ (ตอนที่ของเพิ่งออกจากครัวมาใหม่ๆ) ให้ได้ลิ้มรสกันแบบเต็มๆ

11824049_10203203657731345_1864402822_n

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างสำหรับขนมจีนเมืองนครฯ คือ ผักเครื่องเคียง หรือภาษาท้องถิ่นเรียก ผักเหนาะ ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งผักสด ผักลวก ผักดอง ผักยำ ผักทอด เป็นต้น ที่ผมชอบก็มี “ยำใบบัวบก” เพราะเคยกินแต่ใบสด พอมาเจอแบบยำก็เลยรู้สึกแปลกใหม่ แล้วก็อีกรายการก็คือ “ใบชะพลูทอด” ที่กัดแล้วกรุบกรอบอยู่ในปาก น่าทึ่งที่ผักธรรมดาจะกรอบและมีรสชาติติดลิ้นได้ขนาดนั้น

นอกจากขนมจีนแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูเส้นอื่น ๆ ให้ลูกค้าเลือกทาน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยจั๊บและก๋วยเตี๋ยวราดหน้า (เค็มไปนิด) หรือถ้าใครอยากลองลิ้มอาหารแบบใต้แท้ ๆ ร้านนี้ก็มีข้าวยำปักษ์ใต้อีกด้วย แถมท้ายด้วยของหวานอย่างถั่วเขียวต้มและเฉาก๊วย ก็เป็นอันจบมื้อบุฟเฟต์ที่คุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทานได้ไม่อั้นในราคาเพียง 89 บาทเท่านั้น

มี wifi ให้ใช้ฟรี ๆ แถมมีที่จอดรถด้วย บอกเลยว่าร้านนี้มีมาซ้ำแน่นอน

แถมท้ายอีกนิด ขนมจีนที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีที่มาจากชาวจีนตามชื่อหรอกนะ แต่ที่มามาจากอาหารของชาวมอญ ซึ่งเรียกว่า “คะนอมจิน” แปลว่า สุกสองครั้ง คือตอนเป็นแป้งก็สุกครั้งนึง พอเอามาทำเป็นเส้นก็สุกเป็นครั้งที่สองนั่นเอง

11844228_10203203657931350_1002194793_n

, ,

ใส่ความเห็น

สองขาพาเที่ยว ตอน อาสนวิหารอัสสัมชัญ และโบสถ์ซางตาครู้ส

ช่วงเย็นหลังเสร็จภารกิจสัมมนา  ผมมาเดินเล่นแถวบางรักเพื่อไปดูวัดคริสต์ชื่อดังอย่าง “อาสนวิหารอัสสัมชัญ” ศาสนสถานสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

.
IMG_0699.

อาสนวิหารอัสสัมชัญ สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระนางมารีอาในโอกาสที่ได้ขึ้นสวรรค์  ซึ่งข้อความที่ว่า “พระแม่(พระนางมารีอา)ได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์” นั้นเป็นความหมายของคำว่า Assumption  ก่อนที่ไทยเราจะเอามาทับศัพท์เป็น “อัสสัมชัญ” จนกลายเป็นชื่ออาสนวิหารนั่นเอง  สถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบ “เรอเนซองส์”  ซึ่งถือเป็นยุคเฟื่องฟูของศิลปะต้นศตวรรษที่ 15 ในประเทศอิตาลี แต่สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างกลับเป็นชาวฝรั่งเศส  โดยมีวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้สร้างเป็นหินอ่อนและกระจกสีที่สวยงาม
.
เหตุที่โบสถ์อัสสัมชัญใช้คำว่า “อาสนวิหาร” นำหน้าชื่อนั้น ก็เนื่องมาจากโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นวัดประจำตำแหน่งของ “พระอัครสังฆราช” หรือ “บิช็อป” ซึ่งก็คือพระหรือบาทหลวงที่ทำหน้าที่ปกครองในเขตพื้นที่ต่าง ๆ อย่างประเทศไทยมีเขตปกครองของบิช็อป 10 เขต ก็จะมีอาสนวิหาร 10 แห่ง และมีพระอัครสังฆราช  10 องค์
.
นอกจากนี้ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ยังตั้งอยู่ท่ามกลางโรงเรียนคริสต์เก่าแก่ 3 แห่งด้วยกัน คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา และโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ เรียกทั้ง 3 โรงเรียนรวมกันว่า “ไตรอัสสัม”
.
น่าเสียดายที่ผมมาถึงที่นี่ในช่วงที่กำลังมีการบูรณะอยู่พอดี  ภาพที่ได้มาจึงเป็นอย่างที่เห็น
.
ออกจากอาสนวิหารอัสสัมชัญก็มีท่าเรือที่อยู่ใกล้กันคือ ท่าโอเรียลเต็ล คงได้ชื่อตามโรงแรมห้าดาวที่อยู่ละแวกใกล้เคียง ผมยืนรออยู่สักพักก็มีเรือด่วนเจ้าพระยาจากสะพานสาทรแล่นเข้ามาเทียบท่า  ผมจึงลงเรือชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “โบสถ์ซางตาครู้ส” แถวชุมชนเก่าแก่ย่านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี
.
ผมลงเรือด่วนที่ท่ายอดพิมานธานี และเดินต่อไปนั่งเรือข้ามฟากจากท่าปากคลองตลาดไปลงฝั่งตรงกันข้ามที่วัดกัลยาณมิตร ก่อนจะเดินต่อไปตามทางเลียบแม่น้ำจนมาถึงโบสถ์ดังกล่าวได้ในที่สุด
.
IMG_0700 .
“โบสถ์ซางตาครู้ส” มีสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนยุคฟื้นฟูศิลปะที่เรียกว่า “นีโอคลาสสิก”  เป็นวัดคาทอลิกที่สร้างขึ้นบนที่ดินพระราชทานในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ตั้งอยู่ใกล้พระราชวังเดิมสมัยธนบุรี คำว่า “ซางตาครู้ส”(Santa Cruz) มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ เหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์ใน “วันเทิดทูนมหากางเขน” ตามพิธีสักการะบูชาของคริสตังทั้งหลาย
.
ความน่าสนใจอีกอย่างของโบสถ์ซางตาครู้สคือตั้งอยู่ในเขตชุมชนเก่าอายุกว่า 200 ปีที่เรียกกันว่าย่าน  “กุฎีจีน”  ก่อตั้งโดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  มีการตั้งศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู (ปัจจุบันรวมเป็นศาลเดียวชื่อว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง)  ต่อมา มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสและคริสตังชาวโปรตุเกสอพยพมาจากเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ตามด้วยชาวมุสลิมที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังกรุงแตก และชาวมุสลิมจากมลายูที่เข้ามาค้าขาย   นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังขนาบด้วยวัดสำคัญ 2 วัด อย่างวัดประยูรวงศาวาสและวัดกัลยาณมิตร ทำให้บริเวณนี้มีการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ คือ พุทธแบบไทย พุทธแบบจีน คริสต์ และอิสลาม ซึ่งเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก
.
IMG_0701 .
นอกจากนี้ ของดีที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” ของว่างทานเล่นต้นตำรับโปรตุเกส  เดิมเป็นขนมที่ทำเพื่อทานคู่กับน้ำชาสำหรับคนที่มาเข้าโบสถ์ในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น คริสต์มาส เท่านั้น  แต่ต่อมามีความนิยมมากขึ้น จึงมีการทำขนมเพื่อจำหน่ายอย่างในปัจจุบัน
.
ช่วงเวลาที่ผมไปนั้นจวนจะค่ำเต็มที่  ร้านขายขนมทั้งหลายก็ปิดไปแล้ว  แต่ด้วยความอยากกินขนม ผมจึงโทรเข้าไปตามเบอร์ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้าน  คนขายจึงแง้มประตูออกมา พร้อมหยิบขนม 2 ถุงสุดท้ายมาให้  ผมจึงได้ขนมสมใจอยาก
.
IMG_0702 .
การท่องเที่ยววันนี้จบลงด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ

, , ,

ใส่ความเห็น

สองขาพาเที่ยว ตอน โบสถ์กาลหว่าร์

ค่ำวันนี้ผมเดินออกจากที่พักย่านสี่พระยามาประมาณ 700 เมตร ลัดเลาะตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก็มาถึง “โบสถ์กาลหว่าร์” (Kalawar Church) ซึ่งเป็นวัดคริสตศาสนาริมน้ำที่สวยงามมาก ๆ ของย่านนี้

.
IMG_0673.
โบสถ์กาลหว่าร์สร้างโดยกลุ่มชาวโปรตุเกสที่นับถือคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก คนกลุ่มนี้ที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา แล้วมาตั้งถิ่นฐานย่าน “กุฎีจีน” แต่เนื่องจากไม่ยอมรับการปกครองของพระชาวฝรั่งเศส จึงมาตั้งชุมชนแห่งใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์หลังแรก ชื่อว่า “โบสถ์กาลาวารีโอ” ตามชื่อภูเขาที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน ก่อนจะเพี้ยนเป็น “กาลหว่าร์” มาจนถึงปัจจุบัน
.
โบสถ์ที่เห็นในภาพนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่เป็นโบสถ์ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีสถาปัตยกรรมแบบกอทิค คือส่วนหน้าเป็นยอดแหลมสูงและมีไม้กางเขน ขอบซุ้มประตูหน้าต่างใช้เส้นโค้งหรือยอดแหลมคล้ายโดม  ผมมาถึงตอนที่เข้าทำพิธีมิสซา คือ บูชาขอบคุณพระเจ้าเสร็จพอดี เลยไม่ได้เข้าไปดูภายใน  ซึ่งคงประดับด้วยกระจกสีละลานตาอยู่ในนั้น หากมีโอกาสคงได้แวะมาอีก
.
ผมนั่งพักตากลมริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสบายใจ พอเริ่มฟื้นกำลัง สองขาก็ออกเดินทางไปตามถนนเบื้องหน้าอีกครั้ง สู่สถานที่ใหม่ ๆ กับประสบการณ์ที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

,

ใส่ความเห็น

“วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร” ยลสถาน ย่านเทเวศร์

สุดสัปดาห์ก่อนโน้น ผมเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองหลวง พร้อมจองห้องพักราคาติดดินย่านเทเวศร์เอาไว้ เมื่อได้นอนหลับมาทั้งคืนจนตื่นมากินมื้อเช้าไปเรียบร้อย ผมก็เริ่มออกสำรวจวัดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนั้นทันที วัดที่ผมกำลังพูดถึงคือ “วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร”
.
11798337_1066815953346627_1394119546_n
.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อยู่ตรงแยกสี่เสาเทเวศร์ เป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมชื่อวัดสมอแครง เชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ก่อนจะทรุดโทรมลงจนมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยกรมพระพิทักษ์เทเวศร

.
พระประธานองค์ใหญ่ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะทวารวดีผสมอู่ทอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวราชปฏิมากร”
.

10888383_1063612180333671_5127222958261976914_n

.

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีทวยเทพร่วมฟังธรรมเทศนาจำนวนมาก
.

11798088_1066815796679976_932824809_n.

นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปพระสงฆ์พิจารณาอสุภกรรรมฐาน ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นที่วัดนี้
.
11774814_1066816030013286_2063219696_n 11778088_1066815806679975_269502528_n 11774271_1066816006679955_894838012_n.
ด้านข้างพระอุโบสถคือ “พิพิธภัณฑ์สักทอง” เป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยา ด้านหน้ามีเทวรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในแสดงนิทรรศการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. บุคคลทั่วไปบริจาคค่าเข้าชม30 บาท ภิกษุ สามเณร และนักเรียนนักศึกษาบริจาค 15 บาท ผู้ถือบัตรทการผ่านศึก บัตรผู้บริจาคโลหิต และผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอื่นๆ เข้าชมฟรี
.
11774410_1066815943346628_457749019_n.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหารอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาลาท่าน้ำที่ผู้มีจิตศรัทธานิยมมาให้อาหารปลา
.
11778033_1066815870013302_1780624284_n.
สีฟ้าที่เห็นคือสไลเดอร์สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถปล่อยปลาได้โดยไม่ต้องลงไปถึงผิวน้ำ
.
11801897_1066815846679971_1765195656_n.
ทัศนียภาพจากศาลาท่าน้ำมองเห็นสะพานพระราม 8 ได้อย่างชัดเจน และจะสวยยิ่งขึ้นในยามค่ำคืน
.
11780427_1066815906679965_724385277_n.
วัดสวยงาม มีสิ่งน่าชม อุดมด้วยทัศนียภาพริมแม่น้ำ ถือเป็นมุมสบาย ๆ กลางกรุงเทพฯ ที่น่าไปสัมผัส

,

ใส่ความเห็น