“ชีวิตที่ต้องเลือก” ของหนังรักแห่งปี : ฟรีแลนซ์  ห้ามง่วง..ห้ามงง..ห้ามหลงทาง

ข้อเขียนนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

.
“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ” คือชื่อจริง ๆ ของภาพยนตร์เรื่องใหม่จากค่าย GTH ซึ่งใครหลายคนคาดหวังว่าจะเป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งอย่างเรื่องที่แล้วมา  ประกอบกับเนื้อหาที่พูดถึงความรักระหว่างหมอกับคนไข้ก็เป็นโครงเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย  แต่พอได้ดูจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเหนือความคาดหมาย  จากเดิมที่คิดว่าเป็นหนังรักเบาสมอง  ก็กลับเป็นหนังชีวิตเข้าขั้นจริงจัง  ทั้งยังตั้งคำถามกับคนวัยทำงานในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมาว่า “อะไรกันแน่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต”
.

CLqKyCXVEAAlFMn-420x600

.

ภาพยนตร์เล่าเรื่องของ ยุ่น หนุ่มมาดกวนวัยสามสิบ อาชีพรับจ้าง(ในเรื่องเรียกเก๋ๆ ว่า ฟรีแลนซ์)ทำกราฟิกดีไซน์  ที่อุทิศชีวิตให้กับงานอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดไม่นอนติดต่อกัน 4 วันเพื่อให้งานเสร็จ  ยุ่นให้เหตุผลว่าวงการฟรีแลนซ์มันโหด ถ้ามีงานผ่านเข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อน หากปฏิเสธแล้วก็อาจจะไม่มีงานเข้ามาอีก ทำให้เขาต้องทำงานอย่างลืมตาย สุดท้ายร่างกายก็ฟ้องว่าเริ่มไม่ไหว ยุ่นเริ่มมีผื่นขึ้นตามตัวทีละเม็ด จนในที่สุดเขาก็ได้พบกับ “หมออิม” ทำตามคำแนะนำของหมอ และกลับไปหาหมอตามนัด เรื่องของเรื่องก็มีประมาณนี้

.

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ  หมออิมขอให้ยุ่นดูแลสุขภาพ แต่ยุ่นบอกว่าไม่ได้เพราะมีงานต้องทำ กลายเป็นปมขัดแย้งที่ขับเคลื่อนภาพยนตร์ให้เดินเรื่องต่อไป  บทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้ที่ผมจำได้เลา ๆ อาจไม่ตรงทุกคำพูดมีอยู่ว่า

.

……….หมออิม : คุณไม่กลัวตายหรือไง

……….ยุ่น : ผมรู้จักชีวิตดีพอที่จะไม่กลัวตาย

……….หมออิม : หมอเคยได้ยินคนที่พูดอย่างนี้ เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในชีวิตให้คิดถึงเลย
.

บทสนทนาตอนนี้น่าจะจุกอกยุ่นอย่างแรง ซึ่งเมื่อดูตามเนื้อเรื่องแล้ว  ยุ่นเลือกงาน ทุ่มเทให้กับงาน  จนชีวิตของเขาสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังหมายรวมถึงเพื่อนและครอบครัวด้วย

.

อย่างเรื่องเพื่อน  ชีวิตของยุ่นแทบไม่มีเพื่อนเลยก็ว่าได้   เพื่อนที่ยุ่นน่าจะใกล้ชิดที่สุดก็คือ “เจ๋”  ซึ่งเป็นรุ่นน้องคนที่คอยป้อนงานให้ยุ่นทำ คอยโทรตาม ทวงถามงาน และหาเรื่องให้แก้ไข  ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดูเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าจะเพื่อนเป็นกันจริง ๆ   แม้ในตอนท้ายที่เจ๋จะต้องแต่งงาน และต้องถอยจากวงการนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ยุ่นรู้สึกสะเทือนใจ และบอกเจ๋ว่าให้โทรหากันบ้าง  แสดงให้เห็นว่าชีวิตของยุ่นไม่มีใครเลยจริง ๆ จึงต้องขอให้เพื่อนร่วมงาน (ซึ่งน่าจะเป็นคนละวงกับเพื่อนสนิท) โทรหา

.

เพื่อนที่ไม่น่าจะใช่เพื่อนอีกคนของยุ่นคือ ไก่ พนักงานร้าน 7-Eleven ที่ยุ่นชอบไปคุยด้วย แม้ไก่จะดูเป็นคู่คิดที่ให้คำปรึกษาได้(ดีบ้างไม่ดีบ้าง) หรือจะเป็นคู่ตีแบดในบางครั้ง  แต่ไก่ก็ไม่ใช่เพื่อนที่จะดูหนังฟังเพลงอย่างคนสนิททั้งหลายทำกัน   คนที่ยุ่นเรียกว่า เพื่อนสนิท มีคนเดียวคือ พงศธร  แต่ยุ่นกลับตอบไม่ได้ว่าเคยเจอพงศธรครั้งสุดท้ายเมื่อไร  และ ที่สำคัญ  การเรียกเพื่อนด้วยชื่อจริงก็น่าจะบ่งบอกความห่างเหินของยุ่นกับเพื่อนคนนั้นได้มากทีเดียว เพราะถ้าเพื่อนสนิทกันจริงคงเรียกกันด้วยชื่อเล่น หรือไม่ก็ “ฉายา” ที่มีแต่เพื่อนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่รู้

.

ท่าที คำพูดและความคิดกวน ๆ ของยุ่นที่แสดงออกมาตลอดทั้งเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่ใช้กลบเกลื่อนความเหงาที่เกาะกุมทั้งหัวใจของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แม้แต่คนในครอบครัว เขาก็แทบไม่นึกถึง  ในเรื่องมีพูดถึงแม่เพียง 2 ครั้ง ครั้งละประโยคเท่านั้น  ยิ่งในตอนท้าย มีฉากที่ยุ่นจินตนาการถึงงานศพของตนเอง ผู้ชมจะพบว่า แม้จะมีเก้าอี้มากมายในงานศพ  แต่คนที่จะมาอยู่ในงานของยุ่นก็มีอยู่ไม่มีกี่คน  เจ๋  ไก่ พงศธร แม่ และหมออิมเท่านั้น

.

แต่ในบรรดาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดูเหมือนจะสนิทแต่ไม่สนิทนั้น  ยุ่นกลับได้พบความสัมพันธ์แบบตรงกันข้ามกับคนที่ไม่น่าจะสนิทแต่กลับสนิทอย่างไม่น่าเป็นไปได้

.

หมออิมนั่นเอง

.

ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ทั่วไป น่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบผิวเผิน  คือเจอกันก็ถามอาการ หมอวินิจฉัย  ให้คำแนะนำ สั่งยา แล้วก็แยกย้ายกันไป นัดกันใหม่ก็ค่อยเจอกันอีกที  แต่สำหรับยุ่นและหมออิม กลับแตกต่างออกไป  เห็นได้จากตอนที่หมออิมถามชื่อเล่นของยุ่น และแนะนำชื่อเล่นของตนเอง  ทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า “เราอายุใกล้กัน เป็นเพื่อนกันเนอะ”  แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเกินกว่าหมอและคนไข้ทั้งหลาย (ขนาดพงศธรที่ยุ่นบอกว่าเป็นเพื่อนสนิท เขาก็ยังไม่รู้จักชื่อเล่นเลย)  นอกจากนี้ยังมีตอนที่ยุ่นพูดหลังจากหมออิมซักประวัติต่าง ๆ นานาว่า “หมอรู้จักครึ่งชีวิตของผมแล้ว” ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท  ก็คงมีแต่แฟนเท่านั้นที่จะรู้เนื่องแบบนี้

.

ด้วยเหตุนี้เรื่องราวความรักระหว่างคนไข้กับหมอที่ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นใน Freelance จึงไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่หวานแหวว แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง  อย่างที่เราคิดว่า ความรักระหว่างหมอกับคนไข้จะเป็นไปได้อย่างไร  หนังเรื่องนี้ก็สื่อออกมาประมาณนั้น  เพียงแต่ปรุงแต่งรสชาติให้มีสีสันขึ้นมาบ้าง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เกินเลยออกไปจากความเป็นจริง

.

ฉะนั้นความเป็นหนังรักแห่งปี ของ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ” จึงไม่ได้อยู่ที่ความกุ๊กกิ๊กหวานซึ้งแบบหนัง Feel Good เรื่องอื่น ๆ ของ GTH แต่ความเป็นหนังรักแห่งปีของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ “ความสมจริง” เพราะเรื่องราวที่เล่ามันดูเป็น “ชีวิตจริง”  ที่ดำเนินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ  มีเรื่องให้แก้ปัญหากันไปเป็นวัน ๆ  ไม่มีจุด Peak  จี๊ดจ๊าดที่เรียกน้ำตา (ชีวิตจริงของเราก็ไม่ได้เจอไคลแมกซ์แบบในหนังกันบ่อยนัก ยิ่งบางคนอาจจะไม่มีเลย) แต่มีอารมณ์รักเหงา ๆ แบบซึมลึก อารมณ์เศร้าแบบคนสังคมเมืองที่มีคนอยู่รอบกายแต่กลับไม่รู้สึกอบอุ่นแต่อย่างใด เป็นความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟันมันไปให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ยอมรับที่จะอยู่กับมัน อย่างรู้เท่าทันเท่านั้น

.

อย่างไรก็ตาม ในความราบเรียบของภาพยนตร์ที่ใครหลายคนมองว่าไม่มีจุด Peak นั้น แท้ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่   ซึ่งหากเราตีความคำว่าจุด Peak เสียใหม่  ว่าไม่ใช่แค่จุดที่ทำให้อารมณ์ของผู้ชมขึ้นไปอยู่สูงสุดของเรื่องเพียงอย่างเดียว  แต่มองว่าจุด Peak คือจุดที่บีบคั้นความรู้สึกเป็นพิเศษ (อาจจะไม่มาก แต่ก็พิเศษ) และทำให้ตัวละครเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือเรียนรู้อะไรบางอย่างจากจุดนั้น  จะพบว่าจุด Peak ในหนังมีหลายครั้งเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

.

……….ตอนที่ 1 ยุ่นรู้ตัวว่าหายป่วย และจะไม่ได้พบหมออิมอีก เขาจึงไม่ยอมจับมือกับหมออิม ก่อนจะลุกออกจากห้องตรวจไป

……….ตอนที่ 2  เจ๋เลือกแต่งงานและออกจากวงการกราฟิกดีไซน์ ทำให้ยานรู้สึกว่ากำลังจะเสียเพื่อน แต่ก็ห้ามไม่ได้

……….ตอนที่ 3 ยุ่นแสดงความยินดีกับเจิด รุ่นน้องที่ตนมองเป็นคู่แข่งในวงการ

……….ตอนที่ 4 ยุ่นรับงานพี่เป้งมาทำอย่างบ้าคลั่งและอดนอนแต่เนื่อง 12 จนช็อค (งานที่ยุ่นรับทำเป็นการตัดต่อภาพสงครามไปอยู่บนเรื่องร่างของของคน  ซึ่งขณะทำงาน ยุ่นก็พบว่าตนกำลังทำสงครามกับร่างกายตนเองไปพร้อมกันด้วย  ยิ่งร่างกายยุ่นอ่อนแอ  ผื่นก็ยิ่งขึ้นเต็มตัว  รอยผื่นบนเรือนร่างของเขา จึงไม่ต่างจากบาดแผลของสงครามที่เขากำลังตัดต่อภาพอยู่)

……….ตอนที่ 5 ยุ่นปฏิเสธพี่เป้ง

……….ตอนที่ 6 ยุ่นกลับไปหาหมออิมอีกครั้ง และหมออิมบอกว่า “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”

.

ในบรรดาจุด Peak ทั้งหลาย ยุ่นก็ได้เรียนรู้ในตอนท้ายว่าชีวิตของเขาควรจะเลือกอยู่เพื่อคนที่เรารัก  อยู่เพื่อแม่  อยู่เพื่อดูหน้าลูกของเจ๋ และอยู่เพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับหมออิม แม้เขาจะตอบไม่ได้ว่ารักหมออิมหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดี ในฝั่งของหมออิมก็แสดงออกมาว่ารักและห่วงใยยุ่นอยู่เหมือนกัน จากคำพูดตอนที่ยุ่นหายป่วยครั้งแรกว่า “ถ้าคิดว่าเป็นคนไข้ก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่พอคิดว่าเป็นเพื่อน เมื่อจะไม่ได้เจอกันแล้วก็ใจหาย” แสดงให้เห็นความผูกพูนที่หมอมีต่อคนไข้ และไม่ว่าความรักที่หมออิมจะมีต่อยุ่นจะเป็นแบบเพื่อน  แบบคนรัก  หรือแบบเพื่อนมนุษย์จะมีต่อเพื่อนร่วมโลกก็ตาม  มันก็เป็น ความรักที่สำคัญทั้งสิ้น  ดังประโยคที่หมออิมพูดตอนสั่งยาให้ยุ่นครั้งสุดท้าย “หวังว่าเดือนหน้าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก” แสดงให้เห็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่  เพราะคนที่มาพบหมอคือคนที่มีความทุกข์ แต่คนที่ไม่ต้องมาพบหมอน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีความสุข  หมออิมอยากให้ยุ่นมีความสุขจึงกล่าวประโยคนั้นออกมา  แม้ว่ามันจะแลกด้วยการที่จะไม่ได้เจอคนที่เธอรักอีกเลยก็ตาม
.

การเสียสละแบบนี้ไม่เรียกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ

.

นี่แหละหนังรักแห่งปี (แต่ผู้ชมต้องห้ามง่วง ห้ามงง และห้ามหลงทาง )
.

, , , , ,

1 ความเห็น

ขนมจีน”ตามบาย” อร่อยได้ไม่อั้น

“ตามบาย” เป็นร้านบุฟเฟต์ขนมจีน ตั้งอยู่ตรงตลาดลีวัฒนา ถนนพัฒนาการคูขวาง ฝั่งตรงข้ามห้างเทสโก้โลตัส นครศรีธรรมราช ซึ่งถ้ามองดูจากภายนอก อาจจะนึกไม่ออกว่านี่คือร้านขนมจีน เพราะสไตล์การตกแต่งที่ดูเป็นแบบอิตาเลียน ขัดกับรายการอาหารพื้นเมืองอย่างที่หาทานได้ทั่วไปในเมืองไทย แต่หากมองว่าอิตาลีเป็นเจ้าตำรับอาหารจำพวกเส้นอย่างสปาเก็ตตี้หรือพาสต้าแล้ว ขนมจีนของเราก็ถือเป็นอาหารจำพวกเส้นที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน โดยเฉพาะขนมจีนเมืองนครฯ ที่ต้องจัดเต็มทั้งเรื่องเส้น น้ำยา และผักเครื่องเคียงด้วยแล้ว การตกแต่งร้านขนมจีนแบบอิตาเลียนในลักษณะนี้จึงเป็นการผสมผสานรูปแบบที่แตกต่างระหว่าง 2 วัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ

“ตามบาย” ใช้เส้นขนมจีนทำสด พร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา เส้นเหนียวนุ่ม ทั้งยังมีขนาดเล็ก พอคลุกเคล้ากับน้ำยาจะรู้สึกว่ารสชาติเข้าเส้นดีกว่าขนมจีนเส้นใหญ่ พอพูดถึงน้ำยาแล้ว ร้านนี้ก็มีให้เลือกหลาย ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาแกงป่า น้ำยาแกงไก่ น้ำยาโคราช(แบบที่มีลูกชิ้น) แต่ที่พลาดไม่ได้คือ น้ำยาปู ซึ่งจะมีปูเป็นชิ้น ๆ (ตอนที่ของเพิ่งออกจากครัวมาใหม่ๆ) ให้ได้ลิ้มรสกันแบบเต็มๆ

11824049_10203203657731345_1864402822_n

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างสำหรับขนมจีนเมืองนครฯ คือ ผักเครื่องเคียง หรือภาษาท้องถิ่นเรียก ผักเหนาะ ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งผักสด ผักลวก ผักดอง ผักยำ ผักทอด เป็นต้น ที่ผมชอบก็มี “ยำใบบัวบก” เพราะเคยกินแต่ใบสด พอมาเจอแบบยำก็เลยรู้สึกแปลกใหม่ แล้วก็อีกรายการก็คือ “ใบชะพลูทอด” ที่กัดแล้วกรุบกรอบอยู่ในปาก น่าทึ่งที่ผักธรรมดาจะกรอบและมีรสชาติติดลิ้นได้ขนาดนั้น

นอกจากขนมจีนแล้ว ร้านนี้ยังมีเมนูเส้นอื่น ๆ ให้ลูกค้าเลือกทาน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยจั๊บและก๋วยเตี๋ยวราดหน้า (เค็มไปนิด) หรือถ้าใครอยากลองลิ้มอาหารแบบใต้แท้ ๆ ร้านนี้ก็มีข้าวยำปักษ์ใต้อีกด้วย แถมท้ายด้วยของหวานอย่างถั่วเขียวต้มและเฉาก๊วย ก็เป็นอันจบมื้อบุฟเฟต์ที่คุ้มค่าเลยทีเดียว เพราะทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทานได้ไม่อั้นในราคาเพียง 89 บาทเท่านั้น

มี wifi ให้ใช้ฟรี ๆ แถมมีที่จอดรถด้วย บอกเลยว่าร้านนี้มีมาซ้ำแน่นอน

แถมท้ายอีกนิด ขนมจีนที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีที่มาจากชาวจีนตามชื่อหรอกนะ แต่ที่มามาจากอาหารของชาวมอญ ซึ่งเรียกว่า “คะนอมจิน” แปลว่า สุกสองครั้ง คือตอนเป็นแป้งก็สุกครั้งนึง พอเอามาทำเป็นเส้นก็สุกเป็นครั้งที่สองนั่นเอง

11844228_10203203657931350_1002194793_n

, ,

ใส่ความเห็น

สองขาพาเที่ยว ตอน อาสนวิหารอัสสัมชัญ และโบสถ์ซางตาครู้ส

ช่วงเย็นหลังเสร็จภารกิจสัมมนา  ผมมาเดินเล่นแถวบางรักเพื่อไปดูวัดคริสต์ชื่อดังอย่าง “อาสนวิหารอัสสัมชัญ” ศาสนสถานสำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

.
IMG_0699.

อาสนวิหารอัสสัมชัญ สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระนางมารีอาในโอกาสที่ได้ขึ้นสวรรค์  ซึ่งข้อความที่ว่า “พระแม่(พระนางมารีอา)ได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์” นั้นเป็นความหมายของคำว่า Assumption  ก่อนที่ไทยเราจะเอามาทับศัพท์เป็น “อัสสัมชัญ” จนกลายเป็นชื่ออาสนวิหารนั่นเอง  สถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบ “เรอเนซองส์”  ซึ่งถือเป็นยุคเฟื่องฟูของศิลปะต้นศตวรรษที่ 15 ในประเทศอิตาลี แต่สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างกลับเป็นชาวฝรั่งเศส  โดยมีวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้สร้างเป็นหินอ่อนและกระจกสีที่สวยงาม
.
เหตุที่โบสถ์อัสสัมชัญใช้คำว่า “อาสนวิหาร” นำหน้าชื่อนั้น ก็เนื่องมาจากโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นวัดประจำตำแหน่งของ “พระอัครสังฆราช” หรือ “บิช็อป” ซึ่งก็คือพระหรือบาทหลวงที่ทำหน้าที่ปกครองในเขตพื้นที่ต่าง ๆ อย่างประเทศไทยมีเขตปกครองของบิช็อป 10 เขต ก็จะมีอาสนวิหาร 10 แห่ง และมีพระอัครสังฆราช  10 องค์
.
นอกจากนี้ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ยังตั้งอยู่ท่ามกลางโรงเรียนคริสต์เก่าแก่ 3 แห่งด้วยกัน คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา และโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ เรียกทั้ง 3 โรงเรียนรวมกันว่า “ไตรอัสสัม”
.
น่าเสียดายที่ผมมาถึงที่นี่ในช่วงที่กำลังมีการบูรณะอยู่พอดี  ภาพที่ได้มาจึงเป็นอย่างที่เห็น
.
ออกจากอาสนวิหารอัสสัมชัญก็มีท่าเรือที่อยู่ใกล้กันคือ ท่าโอเรียลเต็ล คงได้ชื่อตามโรงแรมห้าดาวที่อยู่ละแวกใกล้เคียง ผมยืนรออยู่สักพักก็มีเรือด่วนเจ้าพระยาจากสะพานสาทรแล่นเข้ามาเทียบท่า  ผมจึงลงเรือชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “โบสถ์ซางตาครู้ส” แถวชุมชนเก่าแก่ย่านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี
.
ผมลงเรือด่วนที่ท่ายอดพิมานธานี และเดินต่อไปนั่งเรือข้ามฟากจากท่าปากคลองตลาดไปลงฝั่งตรงกันข้ามที่วัดกัลยาณมิตร ก่อนจะเดินต่อไปตามทางเลียบแม่น้ำจนมาถึงโบสถ์ดังกล่าวได้ในที่สุด
.
IMG_0700 .
“โบสถ์ซางตาครู้ส” มีสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนยุคฟื้นฟูศิลปะที่เรียกว่า “นีโอคลาสสิก”  เป็นวัดคาทอลิกที่สร้างขึ้นบนที่ดินพระราชทานในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ตั้งอยู่ใกล้พระราชวังเดิมสมัยธนบุรี คำว่า “ซางตาครู้ส”(Santa Cruz) มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ เหตุที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์ใน “วันเทิดทูนมหากางเขน” ตามพิธีสักการะบูชาของคริสตังทั้งหลาย
.
ความน่าสนใจอีกอย่างของโบสถ์ซางตาครู้สคือตั้งอยู่ในเขตชุมชนเก่าอายุกว่า 200 ปีที่เรียกกันว่าย่าน  “กุฎีจีน”  ก่อตั้งโดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  มีการตั้งศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู (ปัจจุบันรวมเป็นศาลเดียวชื่อว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง)  ต่อมา มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสและคริสตังชาวโปรตุเกสอพยพมาจากเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ตามด้วยชาวมุสลิมที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังกรุงแตก และชาวมุสลิมจากมลายูที่เข้ามาค้าขาย   นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังขนาบด้วยวัดสำคัญ 2 วัด อย่างวัดประยูรวงศาวาสและวัดกัลยาณมิตร ทำให้บริเวณนี้มีการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ คือ พุทธแบบไทย พุทธแบบจีน คริสต์ และอิสลาม ซึ่งเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก
.
IMG_0701 .
นอกจากนี้ ของดีที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” ของว่างทานเล่นต้นตำรับโปรตุเกส  เดิมเป็นขนมที่ทำเพื่อทานคู่กับน้ำชาสำหรับคนที่มาเข้าโบสถ์ในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น คริสต์มาส เท่านั้น  แต่ต่อมามีความนิยมมากขึ้น จึงมีการทำขนมเพื่อจำหน่ายอย่างในปัจจุบัน
.
ช่วงเวลาที่ผมไปนั้นจวนจะค่ำเต็มที่  ร้านขายขนมทั้งหลายก็ปิดไปแล้ว  แต่ด้วยความอยากกินขนม ผมจึงโทรเข้าไปตามเบอร์ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้าน  คนขายจึงแง้มประตูออกมา พร้อมหยิบขนม 2 ถุงสุดท้ายมาให้  ผมจึงได้ขนมสมใจอยาก
.
IMG_0702 .
การท่องเที่ยววันนี้จบลงด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ

, , ,

ใส่ความเห็น

สองขาพาเที่ยว ตอน โบสถ์กาลหว่าร์

ค่ำวันนี้ผมเดินออกจากที่พักย่านสี่พระยามาประมาณ 700 เมตร ลัดเลาะตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก็มาถึง “โบสถ์กาลหว่าร์” (Kalawar Church) ซึ่งเป็นวัดคริสตศาสนาริมน้ำที่สวยงามมาก ๆ ของย่านนี้

.
IMG_0673.
โบสถ์กาลหว่าร์สร้างโดยกลุ่มชาวโปรตุเกสที่นับถือคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก คนกลุ่มนี้ที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา แล้วมาตั้งถิ่นฐานย่าน “กุฎีจีน” แต่เนื่องจากไม่ยอมรับการปกครองของพระชาวฝรั่งเศส จึงมาตั้งชุมชนแห่งใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์หลังแรก ชื่อว่า “โบสถ์กาลาวารีโอ” ตามชื่อภูเขาที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน ก่อนจะเพี้ยนเป็น “กาลหว่าร์” มาจนถึงปัจจุบัน
.
โบสถ์ที่เห็นในภาพนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่เป็นโบสถ์ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีสถาปัตยกรรมแบบกอทิค คือส่วนหน้าเป็นยอดแหลมสูงและมีไม้กางเขน ขอบซุ้มประตูหน้าต่างใช้เส้นโค้งหรือยอดแหลมคล้ายโดม  ผมมาถึงตอนที่เข้าทำพิธีมิสซา คือ บูชาขอบคุณพระเจ้าเสร็จพอดี เลยไม่ได้เข้าไปดูภายใน  ซึ่งคงประดับด้วยกระจกสีละลานตาอยู่ในนั้น หากมีโอกาสคงได้แวะมาอีก
.
ผมนั่งพักตากลมริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสบายใจ พอเริ่มฟื้นกำลัง สองขาก็ออกเดินทางไปตามถนนเบื้องหน้าอีกครั้ง สู่สถานที่ใหม่ ๆ กับประสบการณ์ที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

,

ใส่ความเห็น

“วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร” ยลสถาน ย่านเทเวศร์

สุดสัปดาห์ก่อนโน้น ผมเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองหลวง พร้อมจองห้องพักราคาติดดินย่านเทเวศร์เอาไว้ เมื่อได้นอนหลับมาทั้งคืนจนตื่นมากินมื้อเช้าไปเรียบร้อย ผมก็เริ่มออกสำรวจวัดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักนั้นทันที วัดที่ผมกำลังพูดถึงคือ “วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร”
.
11798337_1066815953346627_1394119546_n
.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อยู่ตรงแยกสี่เสาเทเวศร์ เป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมชื่อวัดสมอแครง เชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ก่อนจะทรุดโทรมลงจนมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยกรมพระพิทักษ์เทเวศร

.
พระประธานองค์ใหญ่ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะทวารวดีผสมอู่ทอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวราชปฏิมากร”
.

10888383_1063612180333671_5127222958261976914_n

.

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีทวยเทพร่วมฟังธรรมเทศนาจำนวนมาก
.

11798088_1066815796679976_932824809_n.

นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปพระสงฆ์พิจารณาอสุภกรรรมฐาน ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นที่วัดนี้
.
11774814_1066816030013286_2063219696_n 11778088_1066815806679975_269502528_n 11774271_1066816006679955_894838012_n.
ด้านข้างพระอุโบสถคือ “พิพิธภัณฑ์สักทอง” เป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยา ด้านหน้ามีเทวรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในแสดงนิทรรศการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. บุคคลทั่วไปบริจาคค่าเข้าชม30 บาท ภิกษุ สามเณร และนักเรียนนักศึกษาบริจาค 15 บาท ผู้ถือบัตรทการผ่านศึก บัตรผู้บริจาคโลหิต และผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอื่นๆ เข้าชมฟรี
.
11774410_1066815943346628_457749019_n.
วัดเทวราชกุญชรวรวิหารอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาลาท่าน้ำที่ผู้มีจิตศรัทธานิยมมาให้อาหารปลา
.
11778033_1066815870013302_1780624284_n.
สีฟ้าที่เห็นคือสไลเดอร์สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถปล่อยปลาได้โดยไม่ต้องลงไปถึงผิวน้ำ
.
11801897_1066815846679971_1765195656_n.
ทัศนียภาพจากศาลาท่าน้ำมองเห็นสะพานพระราม 8 ได้อย่างชัดเจน และจะสวยยิ่งขึ้นในยามค่ำคืน
.
11780427_1066815906679965_724385277_n.
วัดสวยงาม มีสิ่งน่าชม อุดมด้วยทัศนียภาพริมแม่น้ำ ถือเป็นมุมสบาย ๆ กลางกรุงเทพฯ ที่น่าไปสัมผัส

,

ใส่ความเห็น

อนาคตต่างมุมมองกับ 2 จินตนาการใน Mad Max Fury Road และ Tomorrowland

อนาคตต่างมุมมองกับ 2 จินตนาการใน Mad Max Fury Road และ Tomorrowland

.

ตอนเราฟังนิทานสมัยเด็ก ๆ นั้น ผู้ใหญ่ชอบขึ้นต้นเรื่องเล่าด้วยคำกล่าวที่ว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ซึ่งหากจะถามว่านานแค่ไหนก็คงไม่มีใครให้คำตอบได้  รู้เพียงว่ามันนานมาก ๆ นานแบบที่เจ้าชายยังใช้ดาบเป็นอาวุธ รบกับมังกรพ่นไฟซึ่งอนุมานว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว  และนานเสียจนวิถีชีวิตรวมทั้งสภาพแวดล้อมในเรื่องแตกต่างจากชีวิตจริงในปัจจุบันที่พบเจออย่างสิ้นเชิง
.

ช่างไม่ต่างอะไรเลยกับโลกอนาคตที่ปรากฏในภาพยนตร์เดี๋ยวนี้  โดยเฉพาะภาพอนาคตที่อยู่ในภาพยนตร์ระยะหลังมักไม่บอกเวลาแน่นอนว่าห่างจากปัจจุบันเท่าไร จะ 100 ปี หรือ 500 ปี ข้างหน้า ก็ไม่สามารถคาดเดาได้อย่างเที่ยงตรง  รู้แค่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ไกลจากทุกวันนี้มาก ๆ วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในยุคนั้นก็ดูเป็นคนละโลกกับชีวิตจริงของพวกเราเช่นเดียวกัน

.

วิถีชีวิตที่แตกต่างนี้เป็นส่วนที่ผู้สร้างภาพยนตร์ใช้เป็นพื้นที่ต่อเติมจินตนาการและขายภาพฝันให้แก่ผู้ชม โดยมักยืนพื้นจากเหตุผลต่าง ๆ และด้วยเหตุผลที่ไม่เหมือนกันนี้เอง ทำให้ภาพอนาคตในภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ผู้สร้างจะจินตนาการถึง
.

MT

.

อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Mad Max Fury Road จินตนาการถึงโลกยุคหนึ่งในอนาคตที่อารยธรรมล่มสลาย  มีแต่ทะเลทรายกับผู้คนอดอยากหิวโหย และน้ำกับน้ำมันเป็นสิ่งมีค่าชนิดที่คนต่างไล่ล่าแย่งชิงมาครอบครอง ตัวหนังโชว์ภาพการต่อสู้แบบบู๊ล้างผลาญ ยิงอาวุธใส่กันอย่างมันหยด เป็นการดึงเอาสัญชาตญาณดิบเถื่อนของคนในยามที่ต้องเอาตัวรอดมานำเสนอ แต่ในความดิบเถื่อนเหล่านั้น เรายังพบความเห็นอกเห็นใจแบบที่มนุษย์พึงมีปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เป็นระยะ

.

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Tomorrowland ก็ถ่ายทอดภาพในโลกอนาคตเช่นเดียวกับชื่อเรื่อง  แต่น่าสนใจที่มุมมองของภาพยนตร์เรื่องนี้จะพูดถึงภาพอนาคตในแง่ของความก้าวหน้าทางวิทยาการ บ้านเมืองในเรื่องนี้จึงมีความทันสมัย มีระบบสาธารณูปโภคที่ล้ำหน้า สร้างความตื่นเต้นและความสะดวกสบายให้ผู้คนในยุคนั้นอย่างมาก เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนตร์เรื่องแรก ทั้งที่พูดถึงอนาคตด้วยกันทั้งคู่
.

ถึงกระนั้น แม้แนวเรื่องจะมีความแตกต่าง แต่ภาพยนตร์ทั้งสองก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือการพูดถึง “ความหวัง” ดังจะเห็นว่าตัวละครในแต่ละเรื่องมีบทที่ต้องปะทะคารมหรือต้องโน้มน้าวใจเพื่อนเพื่อให้ต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นความตายในชีวิต ตัวอย่างในเรื่อง Mad Max ก็คงเป็นตอนที่พระเอกโน้มน้าวใจให้นางเอกและผู้ติดตามหันรถกลับไปฝ่าวงล้อมศัตรูเพื่อย้อนไปยึดคืนดินแดนที่จากมา หรืออย่างในเรื่อง Tomorrowland ก็คงเป็นตอนที่เคซี่ย์พยายามให้กำลังใจแฟรงก์เพื่อให้เขาเลิกมองโลกในแง่ร้ายแล้วหันมาใช้ความรู้สร้างสรรค์อนาคตที่สวยงามให้แก่โลกใบนี้
.

ถ้าไม่มีความหวัง อุปสรรคก็คงไม่ได้ทำหน้าที่พิสูจน์คน  เราทุกคนก็เช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรากำลังเคลื่อนไปสู่อนาคตในทุกขณะ  แต่เราได้ต่อสู้กับอุปสรรคอย่างมีความหวังไปแล้วกี่ครั้ง  หรือความหวังของเราถูกทำลายไปแล้วจากความผิดหวังที่ผ่านมา  มันสูญหายพร้อมกับวันเวลาที่เคลื่อนผ่านไปหรือไม่ ถ้าใช่ก็ขอให้ปลุกความหวังกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะชีวิตที่ไม่มีความหวัง ก็เหมือนนั่งรออนาคตที่ปราศจากความหมาย
.

ฉันใดก็ฉันนั้น
.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Mad Max Fury Road

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Tomorrowland

, , ,

ใส่ความเห็น

ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ : หนังเลอะเทอะที่ไม่เละเทะ

“ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ : หนังเลอะเทอะที่ไม่เละเทะ”

“ป้าแฮปปี้ she ท่าเยอะ” หนังไทยอารมณ์ดีที่เล่าเรื่องของ “ปีสุข” มนุษย์ป้าหน้าเฉิ่มแต่โลกสวยเป็นเลิศ  และน่าจะมีชีวิตอย่างคำพูดติดปากของนางว่า “แฮปปี้ดีออก”  ถ้าไม่ตกงาน  โดนผู้ชายปฏิเสธ แล้วยังมาตรวจพบโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจนอาจตายได้ภายใน 1 เดือนเข้าไปอีก  ร้อนถึง “กอล์ฟฟี่” เพื่อนเก้งเจ้าตำรับท่าออกกำลังกาย T26 ต้องออกแรงสอนเต้นเพื่อให้เพื่อนสาวหนีพ้นโรคร้ายได้สำเร็จ

.

20150515-170520-32cb0c61a3c829ff9c154465bd8e8680

.

หนังเล่าอาการมองโลกในแง่ดีของปีสุขแบบเกินมนุษย์ปกติจะทำกัน เช่น ทำบุญกรวดน้ำกับพระผ่านหน้าจอแท็บเล็ต รวมถึงความรู้สึกแฮปปี้กับทุกเรื่องรอบตัว เป็นต้น  บุคลิกของปีสุขจึงดูเกิน ๆ เหมือนหลุดมาจากโลกตัวการ์ตูน  ไม่ต่างจากกอล์ฟฟี่ที่แม้จะเป็นเพียงพนักงานขายของตามร้านธรรมดา แต่จู่ ๆ ก็กล้าเต้นท่าประหลาดกลางสยามสแควร์ทุกเที่ยงวัน  การที่ผู้สร้างปูพื้นตัวละครมาแบบโอเวอร์แอ็คติ้งขนาดนี้  จึงไม่น่าแปลกใจหากหนังจะเดินเรื่องต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความสมจริงหรือเหตุผลรองรับการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร   นึกภาพง่าย ๆ ว่ากำลังดูการ์ตูนตลกที่เผอิญใช้คนจริงมาแสดงนั่นเอง

.

แม้จะมีความเป็นคอเมดี้ค่อนข้างสูง  แต่ก็มีช่วงที่หนังพาผู้ชมดิ่งลึกไปกับอารมณ์ดราม่าของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ  ถึงจะไม่ถึงขั้นเรียกน้ำตา แต่ก็ถือว่าครบรสแบบฮาปนซึ้ง (แม้รสชาติจะไม่กลมกล่อมแบบหวานอมเปรี้ยวสักเท่าไหร่เลยก็ตาม)   นักแสดงบทกอล์ฟฟี่เข้าถึงบทบาทชนิดหาตัวจับยาก  ปีสุขก็เอาตัวรอดได้ตามมาตรฐานนักเอกแนวหน้าของเมืองไทย  ส่วนตัวละครอื่น ๆ เช่น “ตุลย์” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกแต่บทก็ไม่เด่นเหมือนคนเขียนบทลืมให้ความสำคัญ  อีกทั้ง “หมวยเล็ก” เพื่อนร่วมก๊วนของปีสุขและกอล์ฟฟี่ที่บทก็ไม่เด่น  แต่ให้ขาดนางก็ไม่ได้  ในฐานะที่นางดูจะเป็นมนุษย์ปกติเพียงคนเดียวในเรื่องที่คอยรั้ง ๆ ความหลุดโลกของตัวละครอื่น ๆ เอาไว้
.

สุดท้ายภายใต้ความขบขัน  ป้าแฮปปี้ฯ ก็พาผู้ชมไปค้นพบข้อคิดเล็ก ๆ ให้ได้เลือกทำระหว่างร้องไห้ให้หายบ้าหรือเฮฮาให้สุดติ่งในเวลาอันน้อยนิดของชีวิตอันแสนสั้น  ประเด็นสำคัญที่จะไม่ย้ำไม่ได้ คืออย่าหาเหตุผลหรือความสมจริงใด ๆ จากหนังเรื่องนี้  เพราะมันคือการ์ตูนที่แสดงโดยคนจริง
.

, , ,

ใส่ความเห็น