Forrest Gump : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

Forrest Gump หรือชื่อภาษาไทยว่า ‘อัจฉริยะปัญญานิ่ม’ น่าจะเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคนรวมทั้งผมด้วย  หนังปี 1994 เรื่องนี้ตั้งชื่อตามตัวเอกของเรื่องคือ ฟอร์เรสต์ กัมพ์ หนุ่มไอคิวต่ำขนาดที่ครูยังไม่อยากรับเข้าโรงเรียน แต่สุดท้ายก็ได้เรียนหนังสือ ได้เข้ามหาวิทยาลัย ได้เป็นผู้เล่นฟุตบอลทีมชาติ ได้เป็นทหารในสงครามเวียดนาม ได้เหรียญกล้าหาญ ได้เป็นนักกีฬาปิงปอง ได้เป็นกัปตันเรือกุ้ง ได้เป็นนักวิ่งข้ามประเทศ และอะไรที่ไม่น่าเชื่อว่าช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่งจะเป็นได้มากถึงเพียงนั้น

.

1396541713-1912089645-o

.

หนังเล่าเรื่องไปข้างหน้าเรื่อย ๆ แทบจะเป็นเส้นตรง เหมือนไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ชวนติดตาม ทั้งยังให้ความรู้สึกเรียบง่าย  สอดคล้องกับอุปนิสัยของตัวเอกที่พอใจอยู่กับชีวิตทุกช่วงขณะ  ไม่สุขจนล้นและไม่ทุกข์จนฟูมฟาย  เป็นคนที่มีชีวิตยืนหยัดอยู่ได้ทุกสถานการณ์

…แม้จะมีแอบเหงาบ้างเวลาคิดถึงเพื่อนสนิทและคนรักอย่างเจนนี่ก็ตาม

เจนนี่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นเพื่อนสนิทของฟอร์เรสต์อย่างที่เขาชอบบอกว่า “เราสองคนตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋”  แต่ในความใกล้ชิดนั้น ผู้ชมจะเห็นอุปนิสัยของเจนนี่ที่แตกต่างกับฟอร์เรสต์อย่างสิ้นเชิง  เพราะในขณะที่ฟอร์เรสต์พอใจอยู่กับปัจจุบัน  เจนนี่กลับพยายามพาตัวเองไปให้ไกลจากภาวะที่เป็นอยู่  แต่ไม่รู้เป็นเพราะความเร่งร้อนหรือเพราะจังหวะไม่ลงตัว  สิ่งที่เธอหวังอยากจะเป็นก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเสมอ  อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัย เจนนี่ก็เรียนไม่จบเพราะเลือกทำตามใจโดยการไปถ่ายภาพนิตยสารเพลย์บอย  พออยากเป็นนักร้องก็ได้เป็นนักร้องเปลือยในผับ  อยากมีคนดูแลแต่ก็ได้เจอผู้ชายที่ตบตีเธอ  อยากใช้ชีวิตบุปผาชนก็หนีไม่พ้นยาเสพติด ฯลฯ   การเลือกใช้ชีวิตอิสระของเธอที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อตอนวัยเด็กที่เธอพยายามอธิษฐานให้ตัวเองกลายเป็นนกที่บินได้อย่างเสรี  เพื่อจะบินหนีพ่อใจร้ายของเธอ  แต่ในความเป็นจริง เธอกลับไม่เคยได้เป็นนกอย่างที่ขอ

.

obrazek-forrest

.

ขณะที่ฟอร์เรสต์ซึ่งใคร ๆ หาว่าปัญญาอ่อน  แต่การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จหลาย ๆ เรื่อง  อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่เขาได้เป็นผู้เล่นอเมริกันฟุตบอล  เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการพาลูกบอลวิ่งไปข้างหน้า  พอเป็นทหารก็จดจ่ออยู่กับภาระหน้าที่ตรงหน้าจนรอดชีวิตจากสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่ตอนหัดเล่นปิงปองที่ครูคนแรกบอกว่า “อย่าละสายตาไปจากลูก” ฟอร์เรสต์ก็มองลูกปิงปองโดยที่ไม่กะพริบตาเลยจริง ๆ (ทอม แฮงก์ ที่แสดงเป็นฟอร์เรสต์ กัมพ์ เก็บทุกรายละเอียดของตัวละครนี้ไว้ได้  นับเป็นนักแสดงที่ตีบทแตกกระจุย) หลายคนคิดว่าเพราะเขาปัญญาอ่อนก็เลยไม่มีความคิด  แต่ถ้าเรามองมุมกลับบ้างล่ะ  คนปกติทั้งหลายที่มีความคิด  เคยเอาความคิดฟุ้งซ่านออกจากภาระที่ตนรับผิดชอบทุกวันบ้างรึเปล่า

บั๊บบาก็เป็นอีกตัวละครที่สร้างขึ้นมาเป็นตัวเปรียบเทียบกับฟอร์เรสต์  เขาเป็นเพื่อนของฟอร์เรสต์ในค่ายทหาร  แม้จะฝึกรบมาด้วยกัน  แต่ใจของบั๊บบาก็ไม่ได้อยู่กับการต่อสู้เลย  ผู้ชมจะเห็นเขาพล่ามแต่เรื่องอดีตว่าตัวเองเคยจับกุ้งมาได้อย่างไร  หรือไม่ก็ฝันถึงอนาคตว่าถ้าหากปลดประจำการแล้วก็จะเป็นกัปตันเรือกุ้ง แล้วจะให้เพื่อนซี้อย่างฟอร์เรสต์เป็นต้นหนเรือให้ด้วย  การปล่อยให้ตัวละครพูดถึงภูมิหลังและอนาคตของตัวเองมากมายขนาดนี้  นอกจากจะต้องการให้เป็นตัวเปรียบกับฟอร์เรสต์ (ผู้อยู่กับปัจจุบัน) แล้ว  ยังทำให้การตายของตัวละครนี้ในสงครามเวียดนามมีความน่าสะเทือนใจ (เพราะยังไม่ได้ทำตามฝัน) ขณะเดียวกันนั้น ก็เป็นแรงผลักดันให้ฟอร์เรสต์อยากทำตามสัญญาว่าจะทำงานบนเรือกุ้งของเพื่อนรักให้เป็นความจริงด้วย

.

ForrestGumpBubba

.

ผู้หมวดแดนเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความคิดยึดติดอยู่กับปณิธานบางอย่าง  เพราะสืบเชื้อสายมาจากนายทหารผู้สละชีพในสงครามหลายต่อหลายครั้ง  เขาจึงรู้สึกเป็นเกียรติหากจะได้ตายในสงครามเวียดนามแทนที่จะรอดชีวิตกลับมา แต่เมื่อผู้หมวดแดนรอดกลับมาในสภาพคนพิการ (เพราะฟอร์เรสต์ช่วยไว้)  เขาก็รับความจริงไม่ได้ในตอนแรก  เพราะยึดติดอยู่กับปณิธานดั้งเดิม  แต่สุดท้ายการได้พบกับฟอร์เรสต์ก็ทำให้ทัศนคติต่อการมีชีวิตอยู่ต่อของเขาเปลี่ยนไป จากคนที่ยึดติดก็ปล่อยวาง  และดื่มด่ำกับชีวิตในปัจจุบันได้มากขึ้น

.

5362c632d725d

.

Forrest Gump เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้น แต่บอกเล่าด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ สบาย ๆ ของตัวเอก  ขณะเดียวกันก็มีความเหนือจริงให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเรื่อง   เห็นได้จากที่ไม่ว่าจะทำอะไร  ฟอร์เรสต์ก็ประสบความสำเร็จจนถึงที่สุดเสมอ  ยากที่จะเชื่อถือได้ในความเป็นจริง  แต่หากมองว่านี่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมแล้ว  ก็น่าสนใจว่าคนที่ทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงก็จะประสบความสำเร็จได้เสมอ  แถมสำเร็จได้หลายเรื่องและหลายครั้งอีกต่างหาก  เรื่องที่ดูไร้เหตุผลในหนังเรื่องนี้พอมีซ้ำ ๆ หลายครั้งเข้า  มันก็เลยมีเหตุผลขึ้นมาเอง (งงมั้ยครับ)  ไหน ๆ ก็เกินจริงมาเรื่องหนึ่งแล้ว  จะเกินจริงต่อไปอีกสองสามเรื่องจะเป็นไร

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ยังเป็นการผูกเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์ของอเมริกาช่วงต่าง ๆ มีบุคคลสำคัญอย่างประธานาธิบดี นักร้อง และคนมีชื่อเสียงอื่น ๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของฟอร์เรสต์  แต่ก็มาแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญ  แน่นอนว่า ฟอร์เรสต์ไม่สนใจอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว  เขาสนใจแต่สิ่งที่เขาอยากทำ  และเมื่อไม่อยากทำเขาก็หยุด  ไม่มีเหตุผล ไม่มีความใฝ่ฝัน ไม่มีแรงผลักดันอะไรมากมายสำหรับประเด็นนี้  ดังตอนที่ฟอร์เรสต์โด่งดังจากการเป็นนักวิ่งข้ามประเทศ  นักข่าวพากันรุมถามเขาว่าวิ่งเพื่ออะไร  วิ่งเพื่อประท้วง ?  วิ่งเพื่อเสรีภาพ ?  วิ่งเพือสิทธิสตรี ?  แต่ที่ฟอร์เรสต์ตอบคือ “ผมอยากวิ่ง” และเมื่อเขารู้สึกว่าการวิ่งมาถึงจุดอิ่มตัว  เขาก็แค่บอกผู้ติดตามว่า “ผมเหนื่อยแล้ว  ผมอยากกับบ้าน”  ไม่มีเหตุผลมากกว่านี้จริง ๆ

.

FG fav 2

.

Forrest Gump อาจไม่ได้บอกผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาว่าเราควรหันกลับมามองตัวเอง  และให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าการมองไปยังอนาคตหรือจมอยู่กับอดีต  เพราะการทำให้วันนี้ให้ดีที่สุด จะทำให้เรามีความสุขกับตัวเองทุก ๆ วัน

บรรทัดสุดท้ายอยากบอกว่า “อัจฉริยะปัญญานิ่ม” คือชื่อไทยที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาชื่อไทยของหนังต่างประเทศเรื่องอื่น ๆ

.

หนังตัวอย่าง
.

, ,

ใส่ความเห็น

ก้าวย่างในความทรงจำ : จุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญของการเดินทาง

อลัน คริสตอฟเฟอร์สัน น่าจะเป็นชายหนุ่มอายุไม่ถึงสามสิบปีที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทโฆษณาของเขาที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม  หรือเพราะบ้าน รถ และทรัพย์สินอันหรูหราต่าง ๆ แต่ยังรวมถึง แม็คเคล คนรักที่อยู่เคียงข้างและสร้างอนาคตร่วมกันมาโดยตลอด  แต่แล้วชะตาก็พลิกผัน เมื่ออลันต้องสูญเสียทุกอย่างไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งบริษัทที่ถูกโกง บ้านและรถที่ถูกยึด รวมทั้งภรรยาที่มาเสียชีวิตในช่วงเวลาที่ทุกอย่างย่ำแย่ถึงขีดสุด อลันตัดสินใจทิ้งความทรงจำไว้เบื้องหลัง  และออกเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ตอนนั้นเองที่เขาพบว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่และชีวิตใหม่ของเขาเพิ่งเริ่มขึ้น
.

52cb73bf3de4c_XXL

.

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนวนิยายเรื่อง “ก้าวย่างในความทรงจำ” ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต อันเป็นมูลเหตุให้เขาออกเดินทางด้วยสองขาของตนเองเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง ซึ่งในตอนแรกเขาคงคิดว่าแค่ไปให้พ้นจากที่ ๆ มีความทรงจำเดิมของตนเท่านั้นเอง  แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งพบอะไรหลายอย่างที่ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

.
อย่างแรก อลันได้มีโอกาสทบทวนความทรงจำต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ทั้งความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  กับความสูญเสียที่มาอย่างฉับพลันเหมือนไฟไหม้บ้าน เหลือเพียงซากปรักหักพังให้โหยหาและสะเทือนใจ ฉะนั้น การมีเวลาได้อยู่กับตนเองทำให้ความคิดของเขาค่อย ๆ ตกผลึก สะท้อนผ่านข้อความต่าง ๆ ที่ปรากฏในสมุดบันทึกของเขา ดังเช่นส่วนหนึ่งที่ปรากฏตอนต้นเรื่องว่า

.

…สวนอีเดนคือต้นแบบสำหรับทุกคนที่เคยสูญเสีย ซึ่งก็คือมวลมนุษยชาติทั้งหมดน่ะแหละ

การมีอยู่ก็คือการสูญเสีย  เช่นเดียวกับมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะตายไป  แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังอิจฉาแอดัมนะ

เพราะถึงแม้เขาจะสูญเสียอีเดนไป  เขาก็ยังมีอีฟของเขาอยู่ …

(หน้า 12)

.

การยกเรื่องราวของแอดัม อีฟ สวนอีเดน และพระเจ้ามักพบได้เสมอในนวนิยายของชาติตะวันตก  ทำนองเดียวกับเวลาที่เราอ่านนวนิยายไทย  แล้วพบเห็นเรื่องราวทำนองบาปบุญคุณโทษ กฎแห่งกรรม และพุทธศาสนาฉันใดก็ฉันนั้น  สำหรับเรื่องของอลันแล้ว ความคิดเรื่องความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าของเขาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อยจากการเดินทางครั้งนี้ ดังจะสังเกตว่านวนิยายหรือหนังจากชาติตะวันตกมักจะชอบเล่นกับเรื่องความเชื่อทางศาสนา เรามักพบว่าตัวละครจะแสดงออกในทำนองเคลือบแคลงหรือสงสัยต่อการมีอยู่ของพระเจ้าเสมอ  ตัวเอกของเรื่องนี้ก็เช่นกัน  ในช่วงเวลาที่แม็คเคลป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลรอบสองนั้น อลันได้คุกเข่าอ้อนวอนเพื่อขอชีวิตเธอต่อพระเจ้าในห้องน้ำสาธารณะ  แต่ภาษาที่ใช้ในตอนนี้ค่อนข้างเสียดสีการมีอยู่ของพระเจ้าอย่างรุนแรง  ดังจะเห็นจากที่ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์ตอนดังกล่าวว่า

.

… “พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระองค์ฟังอยู่  ลูกจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้  ขอเพียงแต่พระองค์

ทรงละเว้นชีวิตของเธอ  ลูกขอวิงวอนอย่าได้พรากเธอไปจากลูกเลย  ผมคุกเข่าต่อไปอีกสิบนาที

จนกระทั่งใครบางคนลองเปิดประตู

                                              เราสามารถแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งกว่านี้ได้อีกสักเพียงใด  ผมคิด คุกเข่าอยู่บนพื้น

                                  ห้องน้ำสาธารณะนี่นะ พระเจ้าคงได้ยินคำภาวนาของฉันแน่ละ แต่ความจริงก็คือ ผมรู้สึกเหมือนผม

กำลังสวดภาวนาต่อความว่างเปล่า ผมอาจสวดภาวนาต่อโถปัสสาวะก็ได้ …

(หน้า 90-91)

.

จะเห็นว่าภาษาในตอนนี้ ผู้เขียนให้อลันไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้า จากการยกเอาของต่ำอย่างโถปัสสาวะมาเทียบกับสิ่งสูงส่งอย่างพระเจ้า  ก็ยิ่งนำให้ยิ่งเห็นภาพความแตกต่างอย่างสุดขั้ว และทำลายความน่าเชื่อถือของพระเจ้าอย่างแสบ ๆ คัน ๆ  อย่างไรก็ตาม  แอลลี่คือตัวละครที่เข้ามาระหว่างการเดินทาง และเธอก็ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องพระเจ้าแก่อลัน ดังที่แอลลี่ถามเขาว่า

.

…  “คุณเชื่อในพระเจ้าไหม”

“มีข้อสงสัยอยู่” ผมบอก

“แล้วมีคำตอบไหม”

“เอาเป็นว่าผมโกรธพระองค์มากเกินกว่าที่จะไม่เชื่อน่ะ”

“คุณโทษพระเจ้าสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหรือคะ”

“อาจจะใช่ คงใช่แหละ”

เธอนิ่วหน้า และผมมองออกเลยว่าสิ่งที่ผมพูดทำให้เธอไม่สบายใจ “ผมไม่ตั้งใจทำให้คุณ

เสียความรู้สึกหรอกนะ”

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่นึกสงสัยว่าทำไมเราถึงโทษพระเจ้าสำหรับทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องดี…”

(หน้า 203)

.

แม้นวนิยายจะไม่ได้บอกว่าอลันยอมรับพระเจ้าหรือไม่ แต่น้ำเสียงของการเล่าเรื่องก็ค่อนไปในทางบวกมากขึ้น จนกระทั่งตอนท้ายเรื่องที่บอกไม่ได้ว่ามันคือความฝันหรือปาฏิหาริย์ แต่ก็นำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่น่าประทับใจ

.

ถึงตอนจบจะไม่ยากเกินคาดเดา แต่ความน่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ระหว่างการเดินทางของตัวเอกมากกว่า  คล้าย ๆ ที่ใครบางคนเคยพูดเอาไว้ว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นอะไรที่เราได้ระหว่างทางต่างหาก

.

n343124

.

“ก้าวย่างในความทรงจำ” แปลจากเรื่อง The Walk ของ ริชาร์ด พอล เอแวนส์ (Richard Paul Evans) สำนวนภาษาไทยโดย ปัทมา อินทรักขา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2557 โดยแพรวสำนักพิมพ์ ยังพอหาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

, ,

ใส่ความเห็น

The Terminal : การรอคอย การมองโลกในแง่ดี และการเสียดสีอเมริกา

The Terminal เป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วชวนประทับใจมาก ๆ เรื่องหนึ่ง แม้จะมีอายุกว่า ๑๐ ปีแล้ว ( หนังฉายครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.๒๐๐๔) แต่พูดได้เลยว่า ผมสามารถดูเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้โดยไม่รู้สึกเบื่อแต่อย่างใด  ยิ่งดูหลายรอบก็ยิ่งได้ความคิดใหม่ ๆ ต่อยอดจากความรู้สึกในคราวก่อนทุกครั้ง  อย่างเช้าวันนี้ที่สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำมาฉายซ้ำก็เช่นกัน

233216

บรรทัดต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์

“The Terminal” หรือชื่อในภาษาไทยว่า “ด้วยรักและมิตรภาพ” กล่าวถึงเรื่องราวของ วิคเตอร์ นาวอร์สกี้ ชายชาวยุโรปตะวันออกผู้เดินทางมาถึงสนามบินเจ เอฟ เค ในนิวยอร์ก และพบว่าประเทศบ้านเกิดของตนมีเหตุจลาจล  ทำให้อเมริกาประกาศยกเลิกพาสปอร์ตของเขา  วิคเตอร์จึงไม่สามารถเข้าเมืองนิวยอร์กได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถนั่งเครื่องบินกลับประเทศของตนด้วย   เขาจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสำหรับผู้โดยสารที่รอเปลี่ยนเครื่องในสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวที่เขาอยู่ได้โดยไม่ผิดกฎหมายของอเมริกา  จนกว่าสงครามที่บ้านเกิดจะสงบ และอเมริกายอมรับรองสถานะให้พาสปอร์ตของเขาอีกครั้ง

ฟังดูเป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการสำหรับใครสักคนที่ต้องรออยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ลองจินตนาการดูว่า แค่เรามาถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องออกสัก ๒ ชั่วโมงก็ขี้เกียจจะคอยแล้ว แต่สำหรับวิคเตอร์ เขาต้องรอนานกว่านั้น จากวันเป็นสัปดาห์ และจากสัปดาห์เป็นเดือน เงินที่มีติดตัวก็เริ่มร่อยหรอ แต่เพราะความเป็นคนซื่อ วิคเตอร์ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในสนามบินแห่งนั้นด้วยวิธีการที่ชวนอมยิ้ม  เช่นเดียวกัน จากคนต่างชาติที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เพราะการมองโลกในแง่ดีของเขา วิคเตอร์ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ในสนามบินอย่าง “กุ๊ปตาร์” ชายชาวอินเดียที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด, “มัลรอย” รปภ. ร่างใหญ่ผิวสี,  “เอ็นริเก้” หนุ่มสเปนที่เป็นพนักงานขับรถขนอาหาร,  “ทอร์เรสต์” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “เอมิเลีย วอเรนท์”  แอร์โฮสเตสที่เป็นตัวเอกฝ่ายหญิงของเรื่องนี้ อะไรก็ดูจะคลี่คลายไปในทางที่ดี  แต่ดูเหมือนวิคเตอร์จะอยู่นานไปหน่อย  ทำให้ “แฟรงค์ ดิคสัน” เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินเกิดอาการไม่พอใจ เพราะมองเห็นว่าวิคเตอร์เป็นตัวปัญหาที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ และต้องหาทางกำจัดไปให้พ้นทางโดยเร็วที่สุด

ถึงตอนนี้ ผมจะแจกแจงให้เห็นทีละข้อเพื่อความเข้าใจง่ายและไม่หลุดประเด็นไปเรื่องอื่นก็แล้วกัน

การมองโลกในแง่ดี

ตัวละครวิคเตอร์ดูจะเฉิ่มเบอะเฟอะฟะในช่วงแรก  บวกกับยิ่งมาเจอสถานการณ์คับขันที่ต้องติดอยู่กับสนามบินอย่างในเรื่องนี้  เป็นใครก็คงสติแตกไปแล้ว  แต่วิคเตอร์กลับก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ด้วยการมองโลกในแง่ดีของเขา   จากคนที่แทบไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า ก็เริ่มรู้หนทางที่จะหาเงินในพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนั้นเพื่อเลี้ยงตัวเอง (ได้วิธีไหนต้องดู)  หรือจากการที่เขาเพียรพยายามยื่นคำขอผ่านเข้าเมืองทุกวัน (ทั้งที่ไม่มีโอกาสจะผ่านไปได้) ด้วยเหตุผลที่เขาบอกแก่เจ้าหน้าที่ทอร์เรสต์ว่า “คุณมีตราประทับสีแดง (ไม่อนุมติ) และตราประทับสีเขียว (อนุมัติ) ผมก็มีโอกาส 50/50 ที่จะได้รับการอนุญาตให้เข้าเมือง”

ถึงตรงนี้ดูเหมือนภาพยนตร์กำลังจะบอกผู้ชมว่าต่อให้อุปสรรคจะหนักหนาแค่ไหน แต่ทุกอย่างก็ดูเบาลงไปเพียงแค่ปรับทัศนคติและเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นเอง

the-terminal-movie-screenshot-2004

การรอคอย

คำพูดติดปากประโยคหนึ่งของวิคเตอร์คือ “ไม่เป็นไร…ผมรอได้”  และนั่นทำให้ตลอดทั้งเรื่องมีหลายอย่างที่เขารู้จักจะรอคอยอย่างอดทนและมีความหวัง (สอดคล้องกับประเด็นแรกเรื่องการมองโลกในแง่ดี) ไม่เพียงแต่การอยู่ในสนามบินและรอให้สงครามในประเทศบ้านเกิดสงบเท่านั้น วิคเตอร์ยังรอที่จะทำความฝันของพ่อให้เป็นจริง รอคอยให้เสียงเพจเจอร์ดังเรียกตัวเพื่อไปพบเจ้าหน้าที่  และเขาก็ยังรอเอมิเลียในทุกทีที่เธอจะกลับมายังสนามบินเจ เอฟ เค เดือนละสองครั้ง ทุกการรอคอยของเขามีความหมายซ่อนอยู่  เห็นได้จากประโยคที่เขาบอกแก่เอมิเลียว่า “คนเราทุกคนล้วนรอคอยบางสิ่งบางอย่าง”  และสำหรับวิคเตอร์แล้ว “ผมรอ…รอเพื่อจะพบคุณ” (วี้ดวิ้ววว)

ก็จริงอย่างวิคเตอร์บอกนั่นแหละ เราทุกคนต่างรอคอยบางสิ่งบางอย่าง เอมิเลียก็เช่นกัน เธอเองก็มีปัญหาหัวใจในฐานะที่ตกเป็นรักที่ถูกซ่อนของคนอื่น  ก็ทำได้เพียงรอว่าเมื่อไหร่ใครคนนั้นจะส่งเพจเรียกหาในเวลาที่ว่างจากตัวจริง

ไม่เว้นแม้แต่ตัวร้ายของเรื่องอย่างดิคสัน เขาก็รอที่จะไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้เช่นเดียวกับวิคเตอร์  แต่เขาจะไปในฐานะผู้อำนวยการภาคสนาม(อะไรสักอย่าง) ซึ่งหมายถึงการเลื่อนขั้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น  เมื่อวิคเตอร์เข้ามาทำความปั่นป่วนจนคิคสันเสียงาน และอาจพลาดการเลื่อนตำแหน่ง ดิคสันถึงกับประกาศต่อวิคเตอร์ว่า “ถ้าฉันติดอยู่ที่นี่  นายก็จะติดอยู่ที่นี่ด้วย” เรียกว่ารอกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว

การรอคอยในที่นี้ดูจะเป็นประเด็นหลักของเรื่อง ถึงขนาดเขียนเป็นคำโปรยติดโปสเตอร์ว่า “Life is waiting” หรือ “ชีวิตคือการรอคอย” นั่นเอง

TerminalKathTom

การเสียดสีอเมริกา

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงคิดได้แค่ประเด็นที่แล้ว แต่วันนี้ผมเพิ่งคิดได้ว่า หนัง feel good เรื่องที่ว่า แท้จริงมีการเสียดสีเหน็บแนมความเป็นอเมริกาไว้อย่างเผ็ดร้อนเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปตอนที่ผมค้างไว้ว่าวิคเตอร์เข้ามาทำความปั่นป่วนใจแก่คิคสันเสียงานนั้น อันที่จริงเป็นเรื่องการแสดงความมีมนุษยธรรมของวิคเตอร์เสียมากกว่า  เหตุการณ์ในเรื่องก็คือ ชายชาวยุโรปตะวันออกคนหนึ่งซื้อยามาเพื่อจะนำกลับไปรักษาพ่อยังประเทศของตนโดยไม่มีใบรับรองจากประเทศต้นทาง  ตามกฎของสนามบินเจ เอฟ เค เจ้าหน้าที่จะต้องยึดยาเอาไว้ที่สนามบิน และปล่อยให้ผ่านขึ้นเครื่องบินไปได้เฉพาะคนเท่านั้น  ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการคลุ้มคลั่ง วิคเตอร์เลยถูกเรียกตัวมาเป็นล่ามเพื่อแปลภาษา วิคเตอร์แก้ต่างว่ายานั้นใช้สำหรับ “แพะ” ไม่ใช่ “พ่อ” (แน่นอนว่าวิคเตอร์โกหก ) ทั้งยาทั้งคนจึงผ่านขึ้นเครื่องบินไปได้ ขณะที่ดิคสันผู้ยึดมั่นในกฏระเบียบอย่างตายตัวก็ถูกตราหน้าจากทุกคนโดยเฉพาะผู้ประเมินงานว่าเขาขาดมนุษยธรรม (หรืออะไรที่คล้าย ๆ อย่างนั้น) นี่คือเหตุผลที่ดิคสันโมโหมาก และคอยจองเวรวิคเตอร์ตลอดทั้งเรื่อง

The-Terminal

ถามว่าเรื่องนี้เสียดสีอเมริกาอย่างไร ก็ตอบว่าเสียดสีผ่านตัวละครอย่างแฟรงก์ ดิคสัน ผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างตายตัวนั่นแหละ ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวเป็นมาตรฐานแล้วเชื่อว่าจะวัดทุกอย่างได้ตรงเผงเหมือนกันหมด  ไม่ต่างจากอเมริกาที่ทำตัวเป็นตำรวจโลก ตำรวจประชาธิปไตย หรืออะไรทำนองนั้น  ชอบคิดเองเออเองว่าชาติใดในโลกที่มีแนวปฏิบัติต่างไปจากตนแล้วก็ถือว่าผิด ต้องหาเหตุเข้าไปจุ้นจ้านแทรกแซงเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศเขาเสียหมด  พอเขาไม่เชื่อ  ก็หาทางกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา  อ้างเหตุผลโน่นนี่ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะตักตวงเอาผลประโยชน์เข้าตัว

ในหนังก็เหมือนกัน สงครามเกิดในประเทศของวิคเตอร์ แต่อเมริกากลับยกเลิกพาสปอร์ตเขา ไม่ยอมรับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แล้วอย่างนี้จะบอกว่าอเมริกาเป็นชาติเสรีที่เคารพสิทธิทุกคนเห็นจะยาก

ไม่เพียงแค่นั้น  หากเรามองเพื่อนของวิคเตอร์ที่เป็นตัวละครประกอบทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติหรือเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมอเมริกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกุ๊ปตาร์ (ชาวอินเดีย) เอ็นริเก้ (หนุ่มสเปน) และมัลรอย (ชายผิวสี) คนเหล่านี้ต่างยินยอมสูญเสียสิทธิเสรีภาพบางอย่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและทำให้ตนเองมีชีวิตอยู่ในอเมริกาได้ต่อไป  เป็นลักษณะของคนตัวเล็ก ๆ ที่ยอมจำนนต่อยักษ์ใหญ่ด้วยความจำเป็น  ฉะนั้น ฉากที่กุ๊ปตาร์ถือไม้ถูพื้นเพียงอันเดียวแล้วเดินเข้าไปหยุดเครื่องบินลำยักษ์ในตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นฉากที่สะท้อนความหมายไว้อย่างลึกซึ้ง  เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการต่อต้าน ผู้มีอำนาจ ดังที่เราจะเห็นว่าคนธรรมดาก็สามารถหยุดเครื่องบินได้  และเมื่อคนธรรมดานั้นไม่ใช่ชาวอเมริกัน  ขณะที่เครื่องบินเป็นของโบอิ้งที่ผลิตโดยอเมริกา  นัยยะที่ซ่อนอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้น  แม้ผู้สร้างจะพยายามซ่อนไว้ภายใต้อารมณ์ขันแล้วก็ตาม

เขียนถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาแย้งว่าถ้าเกลียดอเมริกาก็อย่ามาดูหนังเขา  ผมก็ตอบตรงนี้เลยว่าไม่ได้เกลียด ออกจะชื่นชมด้วยซ้ำ
หนังที่เสียดสีประเทศของตนเองได้ก็น่านับถือน้ำใจของผู้สร้างมิใช่หรือ

,

ใส่ความเห็น

ชาบูหมูเด้ง ร้านเจ๋งน้ำจิ้มแจ๋ว

เมื่อวานนี้มีโอกาสได้มาลองชิมอาหารที่ร้านเปิดใหม่ริมถนนพัฒนาการคูขวาง งานนี้บอกเลยว่าไม่ผิดหวังจริง ๆ สำหรับร้าน “ชาบูหมูเด้ง” นครศรีธรรมราช  เพราะนอกจากความสดของเนื้อและผักแล้ว ทีเด็ดของร้านนี้ยังอยู่ที่ “น้ำจิ้ม” ที่แม้จะมองดูธรรรมดา แต่ปรากฎว่ารสชาติกินขาดมาก ๆ โดยไม่ต้องเติมกระเทียม พริก หรือมะนาว แบบสุกี้ร้านดังตามห้างแต่อย่างใด

โลโก้ร้านเขาล่ะ

                            โลโก้ร้านที่ว่า

ชุดเนื้อหมู

                                    ชุดเนื้อหมู

น้ำจิ้มของร้านมี 2 แบบ คือ เผ็ด และ ไม่เผ็ด (อันที่จริงก็ไม่ต้องกันเท่าไหร่)

น้ำจิ้มของร้านมี 2 แบบ คือ เผ็ด และ ไม่เผ็ด (อันที่จริงก็ไม่ต้องกันเท่าไหร่)

อาหารที่นี่ก็มีเมนูหลากหลาย ทั้งเนื้อ ปลา กุ้ง หมึก ผัก และอื่น ๆ อีกมากมาย  สั่งมาได้เป็นถาด ๆ หรือจะสั่งแบบที่จัดเป็นชุดรวมก็ได้  อย่างชุดเนื้อหมูของที่นี่ นอกจากจะมีเนื้อหลายแบบมาในจานเดียวกันแล้ว ยังแถมผักจานใหญ่มาด้วย ทีแรกผมก็ไม่รู้ สั่งชุดผักรวมเพิ่มมาอีกต่างหาก พอเห็นว่าผักชักกจะเยอะเกินไป เจ้าของร้านยังบอกว่าสามารถ “cancel” ชุดผักที่สั่งมาก็ได้ ใจดีจัง  บริกรในร้านก็ยิ้มแย้มทุกคน บรรยากาศเลยดูเป็นกันเอง

ผักที่มากับชุดเนื้อหมู เยอะจนต้องยกเลิกชุดผักที่สั่งเพิ่มมาก่อนหน้า

ผักที่มากับชุดเนื้อหมู เยอะจนต้องยกเลิกชุดผัก                                      ที่สั่งเพิ่มมาก่อนหน้า

หมูสไลด์อย่างบางราดซอส แค่เอาตะเกียบคีบแล้วจุ่มหม้อต้มแป๊บเดียวก็สุกอร่อย

     หมูสไลด์อย่างบางราดซอส               แค่เอาตะเกียบคีบแล้วจุ่มน้ำซุปเดือด              แป๊บเดียวก็สุกเข้าปากได้

เขาเรียกอะไรนะ ผักกาดที่ห่อหมูไว้ข้างในน่ะ

              เขาเรียกอะไรนะ                               ผักกาดที่ห่อหมูไว้ข้างในน่ะ

ปลาแซลมอนก็มี

             ปลาแซลมอนก็มี

ขึ้นชื่อว่าร้านชาบูก็ต้องมีหม้อต้ม แต่ร้านนี้ยังเอาใจคนชอบบาร์บีคิวโดยมีเตาปิ้งย่างให้เลือกด้วย แต่ถ้าเลือกไม่ได้แบบผม ก็กินมันทั้งสองแบบไปเลย ถ้าไม่กลัวเรื่องอ้วนก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

แบบหม้อต้ม

                 แบบหม้อต้ม

เตาปิ้งย่าง

                   เตาปิ้งย่าง

ร้านชาบูหมูเด้ง อยู่ริมถนนพัฒนาการคูขวาง ถ้าเริ่มต้นจากสี่แยกพัฒนาการคูขวางมาทางห้างโรบินสัน ก็เลยห้างไปประมาณ 300 เมตร ร้านจะอยู่ทางขวามือ แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งที่เจอคือร้านนี้ไม่มีที่จอดรถ ฉะนั้นลูกค้าก็ต้องจอดริมถนน หรือไม่ก็จอดในซอยที่อยู่ข้างร้าน ซึ่งคงไม่สะดวกนักในบางชั่วโมงเช่นตอนเย็นหรือช่วงค่ำที่รถเยอะ

หิวมากไปหน่อย เลยถ่ายแต่รูปอาหาร แต่ลืมถ่ายภาพบรรยากาศในร้าน ไว้กลับถ่ายใหม่รอบหน้าละกัน ใครอยากมาด้วยกันบ้าง ลงชื่อไว้เลยนะครับ

ปล. เยินยอร้านเขาซะขนาดนี้ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีหุ้นส่วนกับร้านแต่อย่างใดเลยนะ

ใส่ความเห็น

ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ : รักคือการเรียนรู้ภาษาใจ

แวดวงภาพยนตร์ไทยช่วงท้ายปีกลับมาคึกคักอีกครั้งจากกระแสของหนังเรื่อง “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” โรแมนติกคอเมดี้เรื่องใหม่จากผู้กำกับ “เอทีเอ็ม เออรัก เออเร่อ”  ที่มีเสียงตอบรับเกรียวกราวไม่แพ้กัน จำได้ว่าเพิ่งเขียนถึงเอทีเอ็มฯไปเมื่อปีก่อนหลังจากได้ดูซ้ำผ่านจอทีวี แต่กระแสเอทีเอ็มฯตอนนั้นหายไปแล้วเพราะลาโรงมานาน วันนี้เลยถือโอกาสเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ตอนที่กระแสยังดีอยู่ อย่างน้อยก็อยากถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อภาพยนตร์และแบ่งปันความคิดเห็นกับผู้สนใจขณะที่ยังจำเรื่องราวได้ดี

ไอฟาย-แต๊งกิ้ว-เลิฟยู้

และบรรทัดต่อจากนี้ก็จะเปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์

ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ เล่าเรื่องของ “เพลง” ติวเตอร์ภาษาอังกฤษสาว ผู้ต้องรับหน้าที่แปลข้อความบอกเลิกของลูกศิษย์ชาวญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยให้ “ยิม” วิศวกรหนุ่มฟัง แม้ยิมจะรับไม่ได้ในตอนแรก แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยความรักครั้งนี้ผ่านเลยไปง่าย ๆ จึงตัดสันใจเรียนภาษาอังกฤษกับติวเตอร์เพลง  โดยหวังว่าตนจะพูดเก่งทันสอบสัมภาษณ์กับเจ้านายฝรั่งและได้ไปศึกษางานยังประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งอดีตแฟนสาวหนีมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ความสนุกของเรื่องมาอยู่ตรงที่ติวเตอร์เพลง สาวมั่นทันสมัย ต้องมาสอนภาษาอังกฤษให้ยิม หนุ่มมาดกวนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องภาษาเลย  อารมณ์ขันมากมายปรากฏในตอนนี้ที่ตัวละครต้องพูดภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ขณะที่ฝ่ายติวเตอร์ก็สอนแนวฝรั่งจ๋า (ซึ่งใครหลายคนบอกว่าเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดีต้องดัดจริตหน่อย) จะเห็นว่าตัวละครทั้งคู่มีความแตกต่างกันมาก แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าทั้งคู่ต้องลงเอยกัน  ส่วนจะลงเอยอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ตัวหนังพยายามสร้างให้คนดูต้องคอยติดตามต่อไป เพราะในขณะที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่นั้น  ทั้งคู่ก็กำลังเรียนภาษาใจไปพร้อมกันด้วย

ยิม เป็นวิศวกรที่เชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างสามารถซ่อมได้ เขาแสดงให้เห็นจริงทั้งตอนที่ซ่อมเครื่องเล่น MP3 สภาพยับเยิน หรือแม้แต่รองเท้าของเพลงที่พังตอนอยู่งานเลี้ยงในสถานทูต เป็นต้น  และความเชื่อนี้ก็ติดมาถึงวิธีคิดแก้ปัญหาในชีวิตของเขาด้วย  เมื่อถูกแฟนสาวชาวญี่ปุ่นบอกเลิกเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง  ยิมก็เลยต้องการจะซ่อมแซมความสัมพันธ์ด้วยการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อตามไปคืนดีกับแฟนสาว จะเห็นว่าในมาดกวนๆ ของยิมก็มีความโรแมนติกอยู่ไม่น้อย  แม้ในฉากที่อยู่กับเพลงแล้ว  เขาก็ยังได้มีโอกาสแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอยู่เรื่อยๆ เช่น ตอนที่นั่งอยู่หน้าร้านกาแฟแล้วเพลงต้องขยับหนียุง  ยิมก็ยังเอามือไปปัดไล่ยุงให้ใต้โต๊ะ แม้เพลงจะไม่เห็นก็ตาม (หวานมาก)  หรือตอนที่แย่งโทรศัพท์เด็กเกรียนมือดีมาลบภาพถ่าย แม้จะเถื่อนไปหน่อย แต่ก็แสดงว่ายิมสามารถปกป้องนางเอกได้ การขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งนางเอกที่รถทุกครั้งนั่นก็เหมือนกัน บทบาทโรแมนติกนี้ช่วยซ่อมแซมความรู้สึกแย่ ๆ จากตอนที่เพลงเจอยิมครั้งแรก ๆ ให้กลับมาดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ  รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเรียนภาษาอังกฤษของยิมตอนที่ซื้อหนังสือซินเดอเรลล่ามานั่งแปล ก็ทำให้เพลงใจอ่อนกลับมาสอนเขาอีกครั้ง แม้จะบอกเลิกคอร์สไปแล้วก็ตาม

ตัวละครติวเตอร์เพลงก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน  เพราะแม้จะเป็นสาวมั่น แต่แปลกที่ถูกวางบทให้ไม่มีแฟน  และมีผู้ชายเพียงคนเดียวที่เข้ามาจีบคือ คุณพฤกษ์ หนุ่มหล่อ มาดดี มีเงิน และพร้อมเอาใจทุกอย่าง ดูจะเป็นหนุ่มในฝันที่สาวหลายคนปรารถนา  แต่การเข้ามาของคุณพฤกษ์ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เพลงตัดสินใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งได้ง่ายขึ้น  ด้วยบทหนังที่จงใจสร้างเรื่องคู่ขนานให้เปรียบเทียบระหว่างหนุ่มทั้งสองคนอยู่ตลอด อาทิ งานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านคุณพฤกษ์ บรรยากาศงานจริงจัง เพลงยังแอบเกร็งตอนชิมของหวานจนปากเลอะไม่รู้ตัว กับงานเลี้ยงแบบง่าย ๆ ของยิมกับลูกน้องบนดาดฟ้าตึกโทรม และกิจกรรมสุดเถื่อน แต่เพลงกลับปล่อยเสียงหัวเราะได้เต็มที่, คุณพฤกษ์พาเที่ยวทะเลบนเรือยอร์ชส่วนตัวสุดหรู แต่ท่าทางเพลงจะอึดอัด กับยิมที่แค่เที่ยวเมืองแบบธรรมดาแต่เพลงยังสนุกตอนเลือกคอนเทคเลนส์สีหวาน, หรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเรื่อง คือวิธีการจัดการกับรองเท้าของเพลงที่พังไป คุณพฤกษ์เลือกเหมารองเท้าใหม่มาทั้งร้านให้เพลงลองทีละคู่ (เกินไปนะ)  ขณะที่ยิมซ่อมรองเท้าคู่เดิมให้กลับมาใช้ได้แถมใส่สบายขึ้น (ด้วยการเอาส้นเข็มเจ้าปัญหาทิ้งไป)  คิดดูแล้วกันว่า ระหว่างรองเท้าใหม่คู่สวยที่สวมเดินยาก(ของคุณพฤกษ์) กับรองเท้าคู่เก่าที่สวมสบายไปได้ทุกที่(ของยิม-แถมมาในจังหวะสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างในงานเลี้ยง)  คู่ไหนจะน่าเลือกใส่ในชีวิตจริง

นอกจากนี้ ความน่ารักอีกอย่างของภาพยนตร์คือการแบ่งช่วงเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ตามแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงสากล เพลงรัก เพลงอกหัก หรือเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งถือเป็นลูกเล่นที่ลงตัว สอดคล้องกับเนื้อหาภาพยนตร์ที่ใช้เพลงเป็นเครื่องมือดำเนินเรื่องโดยตลอด

สุดท้าย สิ่งที่ดีที่สุดของการเดินทางอาจไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ที่เรื่องราวที่อยู่รายทางมากกว่า อย่างยิมที่ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเพื่อกลับไปหาแฟนเก่า  แต่เขาก็พบว่าเพลงคือคนระหว่างทางที่กลับช่วยซ่อมแซมหัวใจที่ชำรุดได้  ส่วนเพลงก็ศึกษาคุณพฤกษ์ที่จะเข้ามาเป็นหนุ่มในฝัน แต่ก็พบว่ายิมคือคนที่แตกต่างและทำให้เธอมีความสุขได้จริง  “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” จึงเป็นหนังของภาษาใจ ที่ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่จะสื่อสารกันได้อย่างลงตัว

ใส่ความเห็น

เมืองลุงมีดอน นครมีท่า เมืองตรังมีนา สงขลามีบ่อ

“เมืองลุงมีดอน นครมีท่า เมืองตรังมีนา สงขลามีบ่อ” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ ได้แก่ พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อบ้านนามเมืองในแต่ละท้องถิ่น ดังจะเห็นได้ว่าจังหวัดต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้มีชื่อหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ซึ่งขึ้นต้นด้วยคำบอกลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายกันอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นพัทลุง มีชื่อหมู่บ้านที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดอน” หลายแห่ง ได้แก่ ดอนศาลา ดอนเค็ด ดอนคัน  ดอนทราย เป็นต้น  ซึ่งเป็นการบอกให้ทราบว่าเมืองพัทลุงนั้นตั้งอยู่บนที่ดอน  แปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง  นอกจากนี้ยังมีอีกคำหนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับดอนคือคำว่า “ควน” แปลว่าเนินหรือโคก พบว่าพัทลุงก็มีชื่อสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าควนหลายแห่งเช่นกัน ได้แก่ ควนขนุน ควนมะพร้าว ควนถบ และควนสาร เป็นต้น  ชื่อเหล่านี้ยิ่งทำให้เห็นภาพภูมิประเทศแบบที่ดอนของพัทลุงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งชื่อบ้านนามเมืองหลายแห่งมักมีคำว่า “ท่า” นำหน้า เช่น ท่าศาลา ท่าแพ ท่าโพธิ์ ท่าวัง ท่าม้า ท่างิ้ว ท่าซัก ท่าลาด ท่าสูง  เป็นต้น เรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ ประธานคณะกรรมการจัดทำเนื้อหาทางวิชาการด้านภาษาไทยถิ่นภาคใต้ของราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า “นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดริมทะเลจึงมีท่าเรือหลายแห่ง”

10846518_938452452849645_2102154308_n

                ขณะที่จังหวัดตรังก็มีการทำนาเป็นล่ำเป็นสัน ชื่อหมู่บ้านทั้งหลายจึงมีคำว่า “นา” นำหน้า เช่น นาโยง นาท่าม นาโต๊ะหมิง นาตาล่วง นาทุ่งนุ้ย แม้ว่าภายหลังจะมีการปลูกยางพาราเยอะขึ้นก็ตาม ชื่อหมู่บ้านก็ยังเป็นนาอยู่  แสดงให้เห็นว่า คนตรังทำนามานานแล้วก่อนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์จะเอายางพาราต้นแรกเข้ามาปลูก

ส่วนจังหวัดสงขลาชื่อหมู่บ้านมักมีคำว่า “บ่อ” ขึ้นต้น อาทิ บ่อทรัพย์ บ่อยาง บ่อเตย บ่อโด บ่อโตระ เป็นต้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสงขลาอยู่ติดทั้งทะเลสาบและทะเลใหญ่(อ่าวไทย) จึงต้องขุดบ่อเพื่อหาน้ำจืดมาดื่ม (อ้างอิงจากอาจารย์ประพนธ์คนเดิม)

ชื่อบ้านนามเมืองที่ขึ้นต้นด้วย “ดอน ท่า นา และบ่อ” นี้ นอกจากจะสะท้อนลักษณะภูมิประเทศของแต่ละท้องที่แล้ว  คำที่มีมาประกอบกับ “ดอน ท่า นา และบ่อ” เป็นชื่อหมู่บ้านนั้นยังแสดงให้เห็นสิ่งสำคัญของสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย เช่น “บ่อยาง” “บ่อโด” บอกให้รู้ว่าแถวนั้นมีต้นไม้สำคัญคือ ต้นยางและต้นประดู่ ,  “ท่าม้า” บอกให้รู้ว่าสมัยก่อนเมืองนครศรีธรรมราชในรถม้าเป็นพาหนะ,  “นาตาล่วง”  “นาโต๊ะหมิง” บอกให้รู้ว่าคนที่มาบุกเบิกพื้นที่นั้นหรือคนสำคัญในยุคแรก ๆ ของที่นั้นคือ ตาล่วง และโต๊ะหมิง(ชื่อมุสลิม)  นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับนิทานที่นิยมเล่าในท้องถิ่นนั้นด้วย เช่น พัทลุงนิยมเล่านิทานเรื่องพระรถเสนหรือนางสิบสอง ก็จะมี “ควนสาร” มาจากฤๅษีแปลงสารตอนที่ช่วยพระรถเสน และ “ควนถบ” มาจาก สินธพ ซึ่งก็คือม้าของพระรถเสนนั่นเอง

                ชื่อบ้านนามเมืองเหล่านี้พอรู้ที่มาก็สนุกดีเหมือนกัน

บันทึกความรู้ส่วนหนึ่งจากงานเสวนาวิชาการ “รู้ รัก ภาษาไทยสัญจร : ภาษาถิ่นภาคใต้”

16 ธันวาคม 2557 (วันแรก) จัดโดย ราชบัณฑิตยสถาน ณ โรงแรมบีพี สมิหลา บีช จังหวัดสงขลา

ใส่ความเห็น

Interstellar ถ้าหนึ่งนาทีของเราไม่เท่ากัน

Interstellar-poster-2

Interstellar เป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่อัดแน่นด้วยศัพท์ฟิสิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงโน้มถ่วง รูหนอน หลุมดำ เขตเร่งเวลา มิติที่ห้า ฮอไรซัน และอื่นๆ  ถ้าใครเข้าใจศัพท์พวกนี้ก็คงดูหนังได้สนุกขึ้น แต่ถึงจะตัดทิ้งไป หนังก็กล่าวถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อย่างสะเทือนใจและชวนติดตาม

บรรทัดต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์

interstellar (1)

Interstellar เล่าเรื่องของคูเปอร์ นักบินอวกาศที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจตามหาดาวดวงใหม่ที่มนุษย์อาศัยได้  ทำให้ลูกสาวคือเมิร์ฟต้องรออยู่บนโลกอย่างจดจ่อเพราะพ่อสัญญาว่าจะกลับมา ผู้ชมจะต้องคอยลุ้นว่าคูเปอร์จะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาที่แตกต่างจากโลกอย่างน่าตกใจ เช่น เวลา 1 ชั่วโมงบนดาวดวงหนึ่งเท่ากับเวลาบนโลก 7 ปี ตลอดจนเรื่องทรัพยากรบนยานอวกาศอย่างพลังงานที่อาจมีไม่มากพอจะเดินทางกลับบ้าน

Interstellar

ระหว่างภารกิจอันแสนเลวร้าย หนังยังฉายภาพควบคู่ไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ไม่ลงรอย  ผนวกกับฉากเหตุการณ์ที่ตัดสลับไปมาระหว่างสองโลก  ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ดูจะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันจะบรรจบกันได้เลย แต่ด้วยปริมาณความรักที่มีต่อกัน  ทำให้ทั้งคู่ยังสื่อสารกันได้ผ่านแรงโน้มถ่วงซึ่งเดินทางข้ามมิติ นำไปสู่การแก้สมการที่ศาสตราจารย์แบรนด์ทำไม่สำเร็จ และส่งผลให้การย้ายมนุษยชาติออกไปอยู่นอกโลกเกิดขึ้นในตอนท้ายเรื่อง

murphy-crying

แม้หนังจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก  แต่ก็เลือกเล่าและไม่เล่าในบางประเด็น อย่างเช่น ผู้ชมจะไม่รู้ว่าสมการที่เมิร์ฟแก้ได้เป็นอย่างไร  รู้แต่เพียงว่าแก้ได้ แล้วมันก็ช่วยให้แผน A หรือการย้ายมนุษย์ออกนอกโลกประสบความสำเร็จ (อย่างน้อยก็มาอยู่บนสถานีอวกาศ)

หนังพูดถึงมิติต่างๆ และอธิบายว่าแรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่เดินทางข้ามมิติและทำให้เวลาบิดเบี้ยวได้  แต่ความรักระหว่างคูเปอร์และเมิร์ฟทำให้ทั้งคู่ก้าวผ่านข้อจำกัดด้านเวลาที่ไม่ว่าจะบิดเบี้ยวไปอย่างไร  ก็ไม่อาจทำลายความรักความเข้าใจที่มีต่อกัน แม้มันจะเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยมาก่อนก็ตาม  แต่ก็เป็นเพราะเวลามิใช่หรือที่ทำให้ทั้งคู่ได้เข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม

นี่กระมังที่เขาบอกว่าความรักอยู่เหนือกาลเวลา

ใส่ความเห็น