แห่นางดาน…มหาสงกรานต์เมืองนคร

สงกรานต์คืนหนึ่งที่บ้านเกิด  ผมเปิดโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นครศรีธรรมราช พบรายการถ่ายทอดสดงาน“มหาสงกรานต์แห่นางดาน  อลังการตำนานเมืองนคร” ซึ่งกล่าวถึงการแห่นางดานอันเป็นประเพณีเก่าแก่ที่น่าสนใจ  จึงได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าวมาขยายความไว้ ณ ที่นี้

แห่นางดาน

แห่นางดาน

แห่นางดาน เป็นประเพณีโบราณของจังหวัดนครศรีธรรมราช   ตามคติของศาสนาพราหมณ์ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในแถบนี้ควบคู่กับพระพุทธศาสนามาแต่อดีตกาล  ประเพณีดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวายหรือพิธีโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ของพระอิศวร นับตั้งแต่วันขึ้น ๗ ค่ำไปจนถึงแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่  ตามความเชื่อจะต้องอัญเชิญเทวดา ๔ องค์มาต้อนรับ โดยแกะสลักเป็นภาพลงบนไม้กระดาน ๓ แผ่น  แผ่นแรกแกะสลักภาพพระอาทิตย์และพระจันทร์  แผ่นที่สองแกะสลักภาพพระแม่ธรณี  และแผ่นที่สามแกะสลักภาพพระแม่คงคา  ชาวเมืองนครจะเรียกแผ่นกระดานทั้งสามนี้ว่า “นางดาน” ซึ่งมาจากคำว่านางกระดานนั่นเอง  มีการนำนางดานทั้งสามขึ้นเสลี่ยง นางดานละเสลี่ยง จัดขบวนแห่ไปตามจุดสำคัญต่าง ๆ ของเมือง ก่อนจะมาหยุดที่เสาชิงช้า ตรงหอพระอิศวร  จากนั้นก็จะทำพิธีโล้ชิงช้ากันต่อไป

ประเพณีแห่นางดานและพิธีโล้ชิงช้าแบบดั้งเดิมถูกยกเลิกมาหลายสิบปีแล้ว ก่อนจะรื้อฟื้นขึ้นใหม่ไม่กี่ปีมานี้โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราชร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  จัดให้มีประเพณีดังกล่าวขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยผนวกเข้าเป็นกิจกรรมหนึ่งในเทศกาลสงกรานต์  ทำให้พระอิศวรที่เคยเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ตอนเดือนยี่คล้ายถูกบังคับกลาย ๆ ว่าให้มาตอนเดือนห้าแทน … พูดเป็นเล่นไป ที่จริงแล้วผู้จัดงานเลี่ยงไปใช้คำว่า การสาธิตหรือจำลองพิธีโล้ชิงช้าแทน  ซึ่งหมายความว่านี่ไม่ใช่พิธีของจริง  เปิดโอกาสให้มีการปรุงเสริมเติมแต่งกิจกรรมดังกล่าวให้มีความน่าสนใจขึ้นได้อย่างเต็มที่  อาทิ  มีการแสดงแสง-เสียง (Light&Sound) ประกอบการโล้ชิงช้า  (นึกภาพงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ของสุพรรณฯ ที่มีแสงหลากสี ดนตรี และพลุประกอบ) ซึ่งทำให้ประเพณีดังกล่าวดูยิ่งใหญ่อลังการ  ขณะเดียวกันก็เป็นมหรสพที่น่าตื่นตามากกว่าจะเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างสมัยก่อน

โล้ชิงช้า

โล้ชิงช้า

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานความเป็นพุทธศาสนาลงไปในพิธีดังกล่าว โดยเมื่อโล้ชิงช้าเสร็จแล้ว  กลุ่มผู้แห่นางดานที่เรียกว่า “นาลีวัน” จะถือเขาควายร่ายรำรอบ ๆ ขันน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า “ขันสาคร” ภายในบรรจุน้ำพระพุทธมนต์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ๖ แห่งทั่วเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อน้ำวัดเสมาเมือง บ่อน้ำวัดเสมาไชย  บ่อน้ำวัดประตูขาว  ห้วยเขามหาชัย และห้วยปากนาคราช  โดยเหล่านาลีวันจะวักน้ำจากขันสาครให้กระจายไปทั่วบริเวณ  ผู้ชมที่อยู่ใกล้ ๆ ก็จะเปียกชุ่มด้วยน้ำพระพุทธมนต์  จากนั้นประชาชนทั้งหลายก็จะแห่เข้าไปตักน้ำในขันสาครมาปะพรม ลูบหน้า และเก็บใส่ขวดไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป (ความรู้สึกคล้าย ๆ การเก็บเมล็ดพืชหลังพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง)

นาลีวันสาดน้ำมนต์

นาลีวันสาดน้ำมนต์

งาน “มหาสงกรานต์ แห่นางดานเมืองนคร” จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณวันที่ ๑๔ หรือ  ๑๕ เมษายนของทุกปี  ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวของ ททท. อีกด้วย นับเป็นผลงานของ ททท. ที่หยิบของเก่ามาปัดฝุ่นจนขายได้สำเร็จ พร้อม ๆ กับเป็นความภาคภูมิใจของเมืองนครในฐานะเจ้าของประเพณีสำคัญที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในประเทศ

ภาพประกอบจากเว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/bkk/197532

แสดงความคิดเห็น

บุญเดือนห้า…มหาสงกรานต์เมืองนคร

วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอย่างที่เราทั้งหลายทราบกันดี ทว่าแต่ละท้องที่ก็มีรายละเอียดของประเพณีแตกต่างกันไป  อย่างนครศรีธรรมราชบ้านเกิดของผมก็ยกให้วันสงกรานต์เป็นงานบุญเดือนห้าที่ญาติพี่น้องจะกลับบ้านมาทำบุญร่วมกัน  เช่นเดียวกับบุญสารทเดือนสิบ  จนมีคำกล่าวว่าลูกหลานเมืองนครไปอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านปีละ ๒ ครั้ง คือเดือนห้าครั้งหนึ่ง และเดือนสิบอีกครั้งหนึ่ง ถึงกระนั้น สภาพสังคมปัจจุบันที่คนมีภาระหน้าที่การงานและภาระทางการศึกษามากขึ้นก็ทำให้คำกล่าวข้างต้นไม่เป็นจริงเสมอไปในกลุ่มคนรุ่นใหม่

579469_558890947477315_1498784505_n

ย้อนกลับมาที่ประเพณีสงกรานต์อีกครั้ง  ที่ภาคกลางจะมีชื่อเรียกวันต่าง ๆ ในเทศกาลนี้แตกต่างกันไป ได้แก่ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์”  วันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า “วันเนา” และวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” หรือ “วันขึ้นปีใหม่ไทย” สงกรานต์ที่นครศรีธรรมราชก็มีชื่อเรียกวันต่าง ๆ เช่นกัน   โดยเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่องเทวดาผู้คุ้มครองบ้านเมืองหรือ “เจ้าเมือง” ที่จะแวะเวียนมาดูแลความเป็นไปในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นแต่ละปี  และถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นเวลาที่มีการผลัดเปลี่ยนเจ้าเมืองเกิดขึ้น  ทำให้วันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน มีชื่อเรียกแตกต่างกันเป็น “วันส่งเจ้าเมืองเก่า”, “วันว่าง” และ “วันรับเจ้าเมืองใหม่” ตามลำดับ

๑๓ เมษายน หรือ “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” เป็นวันที่เทวดาผู้คุมครองเมืองในปีที่ผ่านมาจะเสด็จกลับสวรรค์ เพื่อร่วมงานชุมนุมเทวดาจากแต่ละเมือง (เหมือนงานประชุมสมัชชาประจำปีอะไรสักอย่าง) ในวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตรตอนเช้า  จากนั้นจึงมีการทำความสะอาดบ้านเรือน ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องแต่งกาย อะไรชำรุดเสียหายก็หยิบมาซ่อมแวมให้เรียบร้อย  คนโบราณยังมีการตัดผมหรือตัดเล็บมาทำพิธี “ลอยแพ” โดยใส่ลงหยวกกล้วยที่ตัดมาเป็นแพ ปักธูปเทียน ลอยไปตามแม่น้ำ  โดยเชื่อว่าจะเป็นการลอยทุกข์ ลอยโศก และเคราะห์กรรมทั้งหลายทิ้งไป  ดูเผิน ๆ ก็คล้ายการลอยกระทงอยู่เหมือนกัน  เพียงแต่แพที่ลอยอาจไม่ได้สวยงามอย่างกระทง  และก็ไม่ได้มีเจตนาบูชาหรือขอขมาพระแม่คงคา  วันเดียวกันนี้ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองมาให้ประชาชนได้สรงน้ำกันด้วย

๑๔ เมษายน หรือ “วันว่าง” เป็นวันที่เทวดาประจำเมืองยังอยู่บนสวรรค์ ทำให้บ้านเมือง “ว่าง” จากการคุ้มครองของเทวดา  วันนี้จึงเป็นวันที่ชาวเมืองจะหยุดทำงานต่าง ๆ เพราะอาจเกิดความสูญเสีย เนื่องจากเทวดาไม่ได้มาปกปักรักษา  แต่ยังคงมีการทำบุญ สรงน้ำพระ และกราบขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ    อย่างไรก็ตาม “วันว่าง” สำหรับบางคน หมายถึง การชมมหรสพ เที่ยวเล่น และดื่มกินสังสรรค์ตลอดคืนวันที่ ๑๓  พอถึงเช้าวันที่ ๑๔ ก็หมดแรง ไปไหนไม่ได้ จึงนอนพักอยู่กับบ้านตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องทำอะไร  ทำให้วันดังกล่าวกลายเป็น “วันว่าง” โดยปริยาย

๑๕ เมษายน หรือ “วันรับเจ้าเมืองใหม่” เป็นวันที่ถือกันว่าเทวดาองค์ใหม่จะลงมายังเมืองนคร และปกป้องคุ้มครองเมืองต่อไปอีกหนึ่งปี  ชาวบ้านจะมีการต้อนรับโดยการทำบุญตักบาตร  สรงน้ำพระ  และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนในวันว่าง  ทางใต้ยังมีกิจกรรมอาบน้ำคนแก่ คือ พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ( ตา ยาย ) จะนุ่งผ้าถุง ผ้าอาบน้ำ  แล้วออกมานั่งกลางลานหรือใต้ต้นไม้  ให้ลูกหลานช่วยกันอาบน้ำคนละขันสองขัน มีการถูสบู่ สระผม เช็ดตัว ประแป้ง พรมน้ำอบ และแต่งตัวให้ใหม่ด้วย คนแก่ก็จะอวยพรให้ลูกหลานที่เข้ามาอาบน้ำให้  ดู ๆ ไปก็คล้ายการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ของทางภาคกลาง  แต่ทางใต้จะอาบน้ำให้ทั้งตัวเลย  หรือนี่จะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ดำหัว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงคำเสริมสร้อยของคำว่า “รดน้ำ” เป็นเรื่องที่น่าศึกษาต่อไป

อนึ่ง ถ้าปีใดมีเดือนแปด ๒ ครั้ง  ก็จะมีวันว่าง ๒ วัน  คือวันที่ ๑๔ และ ๑๕ เมษายน  ทำให้วันต้อนรับเจ้าเมืองใหม่ขยับไปเป็นวันที่ ๑๖ ขณะที่วันส่งเจ้าเมืองเก่ายังคงเป็นวันที่ ๑๓ ดังเดิม  ผมคิดเล่น ๆ ว่า ปีที่มีเดือนแปด ๒ ครั้ง ทำให้เจ้าเมืองต้องทำงานหนักกว่าเดิม  จึงมีการชดเชยโดยการให้พักอยู่บนสวรรค์ได้ ๒ วัน (แทนที่จะเป็นวันเดียวอย่างปีอื่น ๆ) ก่อนจะไปรับภาระที่รออยู่ข้างหน้า

บุญเดือนห้า มหาสงกรานต์เมืองนคร แสดงให้เห็นธรรมเนียมปฏิบัติและความเชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นเมืองนครศรีธรรมราช  ที่หยั่งรากอย่างมั่นคงและจะดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมต่อไป

ภาพจากเฟซบุ๊คการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช
https://www.facebook.com/pages/TAT-Nakhon-Si-Thammarat

แสดงความคิดเห็น

กลอนจับฉ่ายหมายเลข..๓

ทุกครั้ง ....... ครา บริจาค อยากบอกไว้ ที่คุณให้ ...... จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน คนที่ได้ ...... ใช่เพียงคน รับผลบุญ ก็คือคุณ ...... ที่ได้คืน ความชื่นใจ

ทุกครั้ง ……. ครา บริจาค อยากบอกไว้
ที่คุณให้ …… จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน
คนที่ได้ …… ใช่เพียงคน รับผลบุญ
ก็คือคุณ …… ที่ได้คืน ความชื่นใจ

 

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย โดนสักหน่อย ก็เท่านี้ แหละชีวิต

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น
ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย
อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย
โดนสักหน่อย ก็เข้าที นะชีวิต

 

ขอ ........ ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า มือ ........ บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน เธอ ....... เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร หน่อย .... จะร้อน นอนจะหนาว ถ้าเปล่าเธอ

ขอ …….. ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า
มือ …….. บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน
เธอ ……. เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร
หน่อย …. จะร้อนนอนจะหนาวถ้าเปล่าดาย

 

แสดงความคิดเห็น

โนเวเชนโต้…ตำนานอัศจรรย์นายพันเก้าร้อย

หนอนหนังสือตัวหนึ่ง(หรือคนหนึ่ง) แนะนำให้ผมอ่านผลงานของ อเลซซานโดร บาริกโก (Alessandro Baricco)  นักเขียนชาวอิตาเลียน ผู้มีสำนวนภาษา “ขยี้ใจคนอ่าน” (เขาบอกผมอย่างนี้) ความโดดเด่นดังกล่าวทำให้หนังสือแต่ละเรื่องของบาริกโกมีฉบับแปลมากกว่า ๒๐ ภาษา เฉพาะภาษาไทยมีผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักได้แก่เรื่อง “ไหม” (Zeta) และ “ไร้เลือด” (Zenza sangue) ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ  แม้จะเป็นสองเล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขามาก่อน แต่ผมก็หยิบหนังสือพากย์ภาษาไทยลำดับที่ ๓ คือเรื่อง โนเวเชนโต้ (Novecento) มาอ่าน  และนั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่านักเขียนคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

ผมไม่รู้จะเล่าความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างไร  ในเมื่อบาริกโกบอกไว้ในหนังสือบางเล่มของตนว่า “ไม่ควรเขียนหรือแนะนำสิ่งใดสำหรับผลงานของเขา”  ผมจึงเล่าได้แค่ว่า หลัง ค.ศ.๑๙๐๐ ปรากฏเรื่องราวของโนเวเชนโต้  นักดนตรีผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนอย่างน่าอัศจรรย์ จนกล่าวกันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องฟังเสียงดนตรีของเขาให้ได้  เขาเกิดบนเรือเวอร์จิเนียนและใช้ชีวิตทั้งหมดบนเรือสำราญลำนั้นมาตลอด  โดยไม่เคยเหยียบแผ่นดินสักครั้งเดียว จนกระทั่ง …

ผมเล่ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว  โปรดหามาอ่านต่อเองเถอะ

อเลซซานโดร บาริกโก

อเลซซานโดร บาริกโก

นวนิยายเรื่องนี้ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือ แต่งขึ้นเป็นบทละครพูดคนเดียว หรือที่เรียกว่า โมโนล็อก (Monologue) ซึ่งใช้สำหรับการแสดงละครเวทีแบบที่มีนักแสดงเพียงคนเดียว คอยพูดเล่าเรื่องกับผู้ชม หรือแสดงเป็นตัวละครหลาย ๆ ตัวสลับไปมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนการแสดงและนักเรียนเขียนบทละครที่ต้องไม่พลาดเรื่องนี้  สำหรับนักอ่านทั่วไป บทละครเรื่องนี้ยังอ่านได้อย่างราบรื่นในฐานะวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะอ่านในใจหรืออ่านออกเสียงก็สุดแท้แต่ความพอใจจะทดลองสร้างสรรค์กันออกมา

นอกจากนี้ โนเวเชนโต้ยังโดดเด่นถึงขนาดที่มีผู้ทำเป็นภาพยนตร์ชื่อว่า “The Legend of 1900 โดยมีชื่อภาษาไทยอย่าง          หน่อมแน้มว่า “ตำนานนาย ๑๙๐๐ หัวใจรักจากท้องทะเล”  ที่แปลว่านาย ๑๙๐๐ เพราะโนเวเชนโต้(Novecento)  มาจากคำว่า ดีเชียนโนเวเชนโต้ (Diciannove cento) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกตัวเลข ๑๙๐๐ อันเป็นปีเกิดของตัวเอกในเรื่องนั่นเอง (ผมพูดมากไปอีกแล้ว!)

ใบปิดภาพยนตร์

โนเวเชนโต้ฉบับภาษาไทยเป็นสำนวนแปลของ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” ถ่ายทอดเรื่องราวได้งดงามหมดจดและยังรักษาอารมณ์ “ขยี้ใจ” ของต้นฉบับ  สมราคาคุยของหนอนหนังสือคนนั้น  เขาคงทำตามคำโปรยบนปกหลังที่เขียนว่า  ‘รีบอ่านและแนะนำเพื่อนรักนักอ่านต่อ ๆ กันไปเถิด—อย่าได้รีรอเลย’ … เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่านี่เป็นคำโฆษณาที่ไม่เกินจริง

2 ความเห็น

นารีนครา…ใจหญิงแท้จริงแกร่งดังเหล็กกล้า

13649706961364971028l
… เขายิ่งมองยิ่งเห็นว่าเฝิงชุนมีอะไรลึกลับ แต่งตัวแบบนี้อาจไม่ใช่หญิงขัดรองเท้าธรรมดา
อาจเป็นดาราหนังมาหาประสบการณ์ หรือว่ามาถ่ายหนัง  ในห้องนี้ไม่น่ามีกล้องติดอยู่ ลั่วเหลียงจี้คิดไปต่าง ๆ นานา …

“เห็นคุณทำงานละเอียด เหนื่อยแย่ ๑๐ หยวนจะไปพอได้อย่างไร คนรถผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ขี้เหนียวจังเลย  คุณคงจะไม่พอใจ  ควรจะเป็นสักเท่าไหร่  แล้วแต่คุณ”

เฝิงชุนหัวเราะแล้วพูด “ร้อยหนึ่ง”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ไม่มีปัญหา”

เฝิงชุนหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเช็ดรองเท้าคุณให้สวยเหมือนดอกไม้”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ตอนนี้คุณขัดจนสวยแล้ว”

เฝิงชุนถามตรง ๆ “ดอกไม้อยู่ไหน”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ในดวงตาผม” …

ข้างต้นนี้เป็นบทสนทนาตอนหนึ่งที่ผมชอบ  ตัดตอนมาจากนวนิยายเรื่อง “นารีนครา” พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จากต้นฉบับเป็นนวนิยายเรื่อง “ทาเตอเฉิง” ของ “ฉือลี่” นักเขียนหญิงเจ้าของรางวัลวรรณกรรมมากมายในประเทศจีน
ผลงานของเธอหลายเรื่องยังนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ รวมทั้งอุปรากรจีนอย่างงิ้วอีกด้วย

แม้ตัวอย่างที่ยกมาจะดูเหมือนบทเกี้ยวของหญิงชาย แต่หัวใจหลักของนวนิยายกลับเน้นไปที่ความงดงามของสตรีที่ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์อันน่าหลงใหลเพียงอย่างเดียว  แต่ยังแสดงให้เห็นหัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้านั้นด้วย   “นารีนครา” ถ่ายทอดความเข้มแข็งดังกล่าวผ่านชีวิตของ ๓ ตัวละคร  ได้แก่  คุณย่าวัย ๘๐ ปี ผู้เลี้ยงลูกตามลำพังอย่างเด็ดเดี่ยวหลังสามีฆ่าตัวตาย,  มี่เจี่ย เจ้าของร้านขัดรองเท้ากลางใจเมืองที่พลิกชีวิตกลับมายืนขึ้นใหม่อีกครั้งหลังสามีจากไป และเฝิงชุน สาวสังคมสมัยใหม่ ที่ทิ้งงานออฟฟิศมานั่งขัดรองเท้าเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาชีวิต

เนื้อหานิยายสะท้อนภาพสังคมจีนยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ขณะวิถีชีวิตดั้งเดิมก็ยังดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืน เหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสาระสำคัญของนวนิยายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ดังที่สมเด็จพระเทพฯ พระราชนิพนธ์คำนำตอนหนึ่งไว้ว่า  การชื่นชู “ความเป็นหญิง” ในนวนิยายนี้  ทวีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เมื่อผู้เขียนใช้ฉากสำคัญคือ นครอู่ฮั่น ซึ่งเป็นนครที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนาน  การบรรยายฉากอย่างละเอียด  ให้เห็นชีวิต ความงาม และความยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัดของนครอู่ฮั่นนี้ จึงเป็นฉากที่เพิ่มความหมายลึกซึ้งให้กับชื่อเรื่อง “นารีนครา”

นวนิยายเรื่องนี้มีสำนวนแปลละเมียดละไม  อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ  แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางอักษรศาสตร์ของผู้แปล  นอกจากนี้ ท้ายเล่มยังมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเมืองจีน ทั้งด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาหารประจำท้องถิ่นที่มีภาพประกอบงดงามน่าสนใจ  เป็นหนังสือดีอีกเล่มที่ควรมีไว้บนชั้นหนังสือประจำบ้าน

แสดงความคิดเห็น

สนุกนาคนาค-”พี่มาก…พระโขนง”

“แม่นาคพระโขนง” เป็นเรื่องเล่าหนึ่งในไม่กี่เรื่องของไทยที่ถูกหยิบมาเล่าซ้ำอยู่เสมอ และนำเสนอออกมาในหลากรูปแบบ ทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์  ดังเช่นครั้งนี้ที่ตำนานรักแห่งทุ่งพระโขนงได้รับการปัดฝุ่นอีกครั้ง  ทว่ามีรายละเอียดของเรื่องที่แตกต่างไปจากครั้งไหน ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องจากตัวละครเอกฝ่ายหญิงมาเป็นตัวละครเอกฝ่ายชาย  ทำให้แม่นาคฉบับใหม่ได้ชื่อในโรงภาพยนตร์ว่า “พี่มาก…พระโขนง” นับเป็นจุดสนใจอย่างแรกที่ดึงดูดใครต่อใครให้หันมอง “ตำนานเก่าเล่าใหม่” เรื่องนี้อย่างอดสงสัยไม่ได้

222283-515554d46bc4e

…สงสัยว่าทำไมต้องใช้พี่มากเป็นตัวชูโรง และสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะมีผลต่อเนื้อเรื่องที่เคยรับรู้มาสักแค่ไหน  คำตอบคือเรื่องเดิมของแม่นาคตามฉบับเดิมยังอยู่ครบถ้วน  เพียงแต่ของเดิมไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของพี่มากมากนัก  เรารู้ว่าพี่มากกลับจากสงครามมาอยู่กับเมีย และมารู้ทีหลังว่าเมียตายไปแล้วก็เลยกลัวจนต้องหนี  แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับตัวพี่มากที่เรื่องเดิมไม่ได้พูดถึง  ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้สร้างสามารถใส่สีสันได้อย่างเต็มที่  ผู้ชมจะเห็นพี่มากในฉากสงคราม เห็นอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของพี่มาก และแรงขับต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลแสดงให้เห็นว่าพี่มากรักเมียเพียงใด  นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มตัวละครเพื่อน ๆ ของพี่มากถึง ๔ คน (ซึ่งไม่มีในตำนาน) มาช่วยสร้างสีสัน และทำให้มีเรื่องราวและเหตุการณ์มากขึ้น เพื่อรองรับบทบาทของตัวละครเหล่านี้  ขณะที่ของเก่าของยังอยู่ครบ  หากเปรียบเรื่องเดิมเป็นผัก เรื่องใหม่ก็เหมือนผักชุบแป้งทอด คือผักก็ยังอยู่ แต่มีส่วนของแป้งที่มาเพิ่มความกรอบและหวานมันเพื่อทำให้อาหารจานนี้มีรสชาติที่เข้มข้นขึ้นนั่นเอง นี่คือคำไขของข้อสงสัยข้างต้น

จุดแตกต่างอีกประการก็คืออารมณ์ขันที่มีอย่างล้นเหลือในภาพยนตร์เรื่องนี้  ต่างจากแม่นาคเวอร์ชั่นก่อน ๆ ที่มักเน้นไปที่อารมณ์หม่นเศร้าของความรักที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้  พอกลายมาเป็นตลกขบขันเรื่องจึงมีสีสันขึ้นทันที  ในเบื้องต้นอาจดูเหมือนเอาของเก่ามาปู้ยี้ปู้ยำจนเละ  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เละอย่างที่คิด  เพราะมุกตลกที่ปรากฏต่างมีส่วนในการเล่าเรื่องและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ฉากเล่นใบ้คำ ซึ่งนอกจากจะมีความขบขันจากคำที่นำมาใบ้และท่าทางในการใบ้  มุกที่นำมาเล่นอย่าง “ผีเสื้อ” ก็มีส่วนช่วยดำเนินเรื่อง คือ เป็นการส่งสัญญาณจากเพื่อน ๆ ที่บอกให้พี่มากรู้ว่าเมียตายไปแล้ว   (ขณะที่ภาพยนตร์บางเรื่องแทรกฉากตลกเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผลเพียงเพื่อเล่นมุกบางมุกซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ขำอะไรมากมาย)   นอกจากนี้ความขบขันที่เกิดขึ้นหลายครั้งมาจากการใส่ความเป็นปัจจุบันลงในภาพยนตร์  ผู้ชมจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เข้ากันกับยุคสมัยปรากฏอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งตามตำนานแล้วเรื่องแม่นาคจะอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๓  แต่ในภาพยนตร์ผู้ชมจะเห็นทั้งร้านยาดองที่มีบาร์เทนเดอร์กับเด็กนั่งดริ๊งค์  งานวัดที่มีม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ และบ้านผีสิง  หรือแม้กระทั่งการเล่นใบ้คำที่กล่าวไปแล้ว ก็มีวิธีการเล่นที่ถอดแบบมาจากเกมโชว์ในรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้   เมื่อผู้สร้างได้ใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในภาพยนตร์อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งเรื่อง  ก็ทำให้ลักษณะดังกล่าวเป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างอารมณ์ขัน  มากกว่าจะดูเป็นความผิดพลาดที่ใส่ของผิดยุคสมัยลงไป  ยิ่งไปกว่านั้น  ลักษณะดังกล่าวก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากแม่นาคฉบับก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง

55435_full

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการเล่าเรื่องแบบซ่อนเงื่อน  โดยมีการผูกปมต่าง ๆ ไว้เป็นระยะ  เพื่อรอคลี่คลายในตอนท้าย  เป็นการหยิบยืมแนวการเดินเรื่องแบบสืบสวนสอบสวนมาใช้  ซึ่งก็ลงตัวกับการเล่าเรื่องผีที่มีข้อสงสัยมากมาย  ทว่ากลับมีเหตุผลมาอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติได้วิธีการเล่าเรื่องดังกล่าว

พี่มาก…พระโขนง  เปลี่ยนตำนานเรื่องผีที่เคยสร้างความสยองขวัญด้วยการลดทอนความน่าขนลุก แล้วเพิ่มเติมเรื่องตลกและเรื่องรักหวานซึ้งเข้ามาแทนที่  ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโรแมนติกคอเมดี้อย่างเต็มรูปแบบ  เปลี่ยนภาพลักษณ์และรสชาติเดิม ๆ ของเรื่องเล่าที่คุ้นเคยให้มีความแปลกใหม่และน่าจดจำ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งสาระสำคัญของต้นฉบับที่ยังคงอยู่อย่างครบเช่นเดิม

.

แสดงความคิดเห็น

ระห่ำเกินพิกัด…Olympus Has Fallen

สะดุดหูตั้งแต่ได้ยินชื่อเลยทีเดียวสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Olympus Has Fallen ซึ่งหยิบยืมชื่อเขาโอลิมปัสอันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพในปกรณัมกรีกมาเป็นความเปรียบเพื่อเรียกทำเนียบขาว อาคารที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดระดับโลก  แต่กลับถูกผู้ก่อการร้ายถล่มอย่างย่อยยับในภาพยนตร์เรื่องนี้  พร้อม ๆ กับการจับตัวประกันสำคัญอย่างประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา  ทำให้อดีตหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย ไมค์ แบนนิ่ง ต้องลุยเดี่ยวเพื่อช่วยเหลือเจ้านาย(เก่า)ของตน  และต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายมันสมองระดับเพชรที่คอยสร้างสถานการณ์กดดันทุกตัวละครในเรื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายทำลายล้างประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ในที่สุด

olympus_has_fallen_ver10

หนังเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นตื่นตา ทั้งเครื่องบินติดอาวุธบุกถล่มทำเนียบขาว ผู้ก่อร้ายที่ใช้อาวุธสงครามฆ่าหน่วยรักษาความปลอดภัยตายเป็นเบือ  การสังหารบุคคลสำคัญ และอื่น ๆ ที่บีบหัวใจผู้ชมอย่างต่อเนื่อง  ขณะเดียวกันก็มอบความเก่งกาจระดับเทพให้กับพระเอกที่สามารถจัดการผู้ร้ายคนแล้วคนเล่าได้อยู่หมัด  ทั้งที่มีเพียงตัวคนเดียว  แต่กลับทำให้แผนการของตัวร้ายปั่นป่วนซวนเซ  นอกจากนี้ ความสนุกของฉากบู๊ประกอบกับการหักเหลี่ยมท้าทายกันด้วยไหวพริบเชิงบุ๋นทำให้ภาพยนตร์มีความน่าติดตามเข้าข่ายที่เรียกว่า “หลับไม่ลง” เลยทีเดียว

หนังยังเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้ตัวละครเอกมีปมฝังใจจากการทำงานผิดพลาดในอดีต ทำให้ความพยายามของไมค์ แบนนิ่ง ที่จะช่วยเหลือประธานาธิบดีให้ได้นั้น  ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอารักขาเจ้านายหรือทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ  แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เขาจะได้ลบล้างความรู้สึกผิดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดหลายปีอีกด้วย

Interview-Gerard-Butler-Talks-About-His-Role-In-Olympus-Has-Fallen

ความโดดเด่นของหนังน่าจะอยู่ที่การเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว  เห็นได้จากบทสนทนาสั้น ๆ ช่วงต้นเรื่องที่ให้ข้อมูลปูพื้นสู่เหตุการณ์ต่อไปได้อย่างรัดกุม  ตัวอย่างเช่น บทสนทนาระหว่างไมค์กับลูกชายประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ประโยค  ก็ทำให้ผู้ชมทราบได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของทำเนียบขาวเป็นอย่างไร  หรือการชกมวยระหว่างประธานาธิบดีกับไมค์ก็บอกให้ผู้ชมทราบว่าทั้งคู่มีทักษะการต่อสู้ในระยะประชิด  นั่นคือเหตุผลว่าไมค์เอาชนะผู้ร้ายได้อย่างไรในจังหวะที่เขาไม่มีปืนอยู่ในมือ

ความน่าชื่นชมอีกข้อหนึ่งคือการที่บทภาพยนตร์ไม่ได้ระบุชาติของผู้ก่อการร้ายอย่างชัดเจน  แม้จะกล่าวถึงเกาหลีเหนือในช่วงแรก  ทว่าก็มีการให้ภูมิหลังของหัวหน้าวายร้ายอย่างก้ำกึ่งคลุมเครือจนระบุไม่ได้ว่าเป็นเกาหลีเหนือหรือเกาหลีใต้กันแน่  และสุดท้ายก็บอกว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลเพื่อเลี่ยงที่จะโทษว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้ายของเรื่องนั่นเอง  ขณะที่เมื่อก่อนนั้น ภาพยนตร์ของอเมริกามักโยนให้รัสเซีย  เยอรมัน  คิวบา  อาหรับ หรือชาติอื่น ๆ ที่เคยมีความขัดแย้งกับอเมริกาต้องตกเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ   อย่างไรก็ตาม  ภาพยนตร์ก็ยกย่องเชิดชูความเป็นอเมริกาอย่างเด่นชัด(จนน่าหมั่นไส้)  แต่ก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าเราได้รักและเชิดชูประเทศของตนได้อย่างตัวละครในเรื่องที่พร้อมตายเพื่ออเมริกาหรือยัง

Olympus Has Fallen เป็นภาพยนตร์บู๊ระห่ำ ขณะเดียวกันก็มีดราม่าเล็ก ๆ ให้พอประทับใจ  แม้เนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เช่น พระเอกอึดเกินมนุษย์ทั้งที่น่าจะตายไปหลายฉากแล้ว เป็นต้น  แต่ถ้าทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องพวกนี้ได้  หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นหนังที่น่าจดจำเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

1 ความเห็น