ที่ว่างเหนือรางรถไฟฟ้า

956ckji5689d86e58i9gb

ชานชาลา ท่วมท้น คนพลุกพล่าน
บ้างงุ่นง่าน รอท่า รถมาถึง
บ้างคุยสาย ธุรกิจ คิดคำนึง
บ้างหน้าบึ้ง หงุดหงิด แฟนผิดนัด

บ้างไอพ็อด เสียบสาย สไตล์เกาหลี
บ้างรัวนิ้ว บีบี ที่ถนัด
บ้างยืนจิ้ม แท็บเล็ต เด็ดชะมัด
บ้างเหม่อมอง โทรทัศน์ ซึ่งจัดไว้

ต่างหนทาง ต่างที่มา ต่างหน้าที่
ต่างมาอยู่ ตรงนี้ สู่ที่ใหม่
ต่างความคิด ความฝัน ต่างกันไป
ต่างร่วมทาง รางรถไฟ ไปด้วยกัน

เป็นเพื่อนที่ ไม่รู้ใจ ไม่รู้จัก
ไม่เคยรัก ไม่คิดใกล้ ไม่ได้ฝัน
ไม่เคยจำ แต่คงเจอ อยู่ทุกวัน
เพราะผูกพัน พิสมัย รถไฟฟ้า

เสียงล้อรถ บดราง ย่างมาใกล้
เสี้ยวอึดใจ ขบวนรถ จรดเทียบท่า
เปิดประตู สู่ลาน ชานชาลา
คนไปมา มากมาย เปลี่ยนถ่ายกัน

จนรถไฟ ขบวนเดิม เริ่มแออัด
คนขนัด เต็มประตู อยู่แล้วนั่น
เหมือนรถไฟ แคบลงมา กว่าทุกวัน
หรือคนนั้น มากเกินไป ในวันนี้

เธอ-ข้างนอก หน้าเศร้า เข้าไม่ได้
เขา-ข้างใน กระเถิบต่อ ก็เต็มที่
เธอรับสาย บอกจะไป ในทันที
แต่ไม่มี ที่ว่าง กว้างกว่านั้น

รถไฟฟ้า ทะยานรี่ สู่ที่หมาย
พาผู้คน มากมาย ท้าทายฝัน
เธอคงถึง ปลายทาง อย่างท่วงทัน
เขายิ้มพลัน พลางรอ เที่ยวต่อไป

แสดงความคิดเห็น

คุณชายธีรวัฒน์ (สุภาพบุรุษจุฑาเทพภาคพิสดาร)

เรื่องนี้เกิดขึ้นในเฟซบุ๊ค หลังจากที่ผมโพสต์ชื่อจริงของตนเองต่อท้ายชื่อคุณชายทั้งห้าในละครชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพ (ธราธร, ปวรรุจ, พุฒิภัทร, รัชชานนท์, รณพีร์)  เสมือนเป็นน้องคนสุดท้องของคุณชายทั้งหมดซึ่งไม่มีในบทประพันธ์ดั้งเดิม เพื่อนพี่น้องหลายท่านจึงช่วยกันคอมเมนต์ต่อเติมเรื่องราวอย่างสนุกสนาน ผมจึงขออนุญาตนำความเห็นดังกล่าวมาเรียบเรียงและแต่งใหม่เป็นเรื่องย่อของ “คุณชายธีรวัฒน์” ภาคเสริมของละครชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพที่ไม่รู้ว่าจะเปิดกล้องและได้ออกอากาศจริงตอนไหน

120413123855_36
“คุณชายธีรวัฒน์” เป็นโอรสของหม่อมเจ้าวิชชากรที่สูญหาย  เพราะหม่อมแม่ถูกใส่ร้ายว่า“กินแมว”  จึงอุ้มท้องพาลูกหนีออกจากวังจุฑาเทพ  และใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน  คุณชายธีรวัฒน์จึงเติบโตมาโดยไม่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริง  ต่อมาสำเร็จการศึกษาด้านวรรณคดี ประกอบกับมีทักษะด้านร้อยกรอง  เพราะชอบขึ้นสเตตัสเป็นกลอนติ๊งต๊องตามห้องน้ำมหาวิทยาลัย (สมัยนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค)  มีแฟนคลับติดตามกดไลค์และคอมเมนต์จนเต็มหน้า wall (ของห้องน้ำ)เสมอ  ภายหลังจึงได้เล่นสักวาในวงอุปถัมภ์ของ “หม่อมราชวงศ์นงลักษณ์อัครศักดิ์” ซึ่งมีบุตรีคือ “หม่อมหลวงจักราวรินทร์ สร้อยสูงเนิน”  ผู้นิยมเสวย “แย้” เป็นชีวิตจิตใจ แต่ต้องปิดไว้เพราะเกรงคนในราชสกุลรับไม่ได้  ทว่าคุณชายธีรวัฒน์กลับล่วงรู้ความลับโดยบังเอิญ ทั้งยังหาแย้มาให้หม่อมหลวงจักราวรินทร์เสวยโดยมิรังเกียจ  เกิดเป็นความรักระหว่างคนทั้งสอง  โดยมี “หม่อมหลวงชวินธรา” น้องชายหม่อมหลวงจักราวรินทร์ ผู้ชอบจิกกัดพี่สาวของตนอยู่เสมอ ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อ คอยรับส่งเพลงยาวและ “แปลงสาร” ให้บ้างเป็นบางโอกาส  อย่างไรก็ตาม คุณชายธีรวัฒน์ก็รู้ดีรักครั้งนี้เป็นไปไม่ได้เพราะตนไม่คู่ควรกับราชสกุลสูงศักดิ์

ฝ่ายหม่อมราชวงศ์ธราธร อาจารย์มหาวิทยาลัย หนึ่งในแฟนคลับที่ตามกดไลค์กลอนของคุณชายธีรวัฒน์มาตลอด ได้ค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์ในครอบครัวของตน คือพินัยกรรมท้ายภาคผนวก ก ซึ่งมีสาระสำคัญ ๒ เรื่อง คือ การไม่ยอมรับแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ของกัมพูชา   และการกล่าวถึงหม่อมราชวงศ์ที่หายตัวไปจากวังจุฑาเทพพร้อมทายาทในครรภ์  ตรงกับเรื่องราวที่ได้ยินมาจากหม่อมราชวงศ์ปวรรุจที่ทราบเรื่องจากญาติห่าง ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์  ร้อนถึงหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทรที่เป็นหมอ ผู้ค้นพบการตรวจ DNA  เป็นครั้งแรกของโลก แต่ถูกฝรั่งแย่งผลงานไป ได้ทำการตรวจ DNA ของพี่น้องตนเพื่อสืบหาน้องคนสุดท้องที่อาจสูญหาย จนพบ DNA ที่ตรงกันในลายมือเขียนกลอนที่ห้องน้ำ  หม่อมราชวงศ์รัชชานนท์จึงใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม(คอมพิวเตอร์)แฮ็คฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์จนพบชื่อของคุณชายธีรวัฒน์ พบว่ามีประวัติหนีทหารจนถูกถอดยศในเวลาต่อมา  เรื่องนี้ได้รับการยืนยันโดยหม่อมราชวงศ์รณพีร์ นักบินมือหนึ่งแห่งกองทัพอากาศ

แล้วความจริงก็ปรากฏว่าคุณชายธีรวัฒน์เป็นทายาทแห่งวังจุฑาเทพโดยไม่ต้องลุยน้ำลุยไฟพิสูจน์  หม่อมราชวงศ์นงลักษณ์อัครศักดิ์จึงอนุญาตให้เษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์จักราวรินทร์ในที่สุด   แม้ว่าเรื่องนี้จะมี “หม่อมหลวงแมนวดี ศรีสุวรรณ” ทายาทวังสุวรรณาราม รับอาสาเป็นตัวร้าย แต่ก็ไม่มีบทบาทมากนักเนื่องจากมีหม่อมหลวงชวินธราคอยขัดขวางแผนการ  แต่ไปๆ มาๆ คู่นี้ก็เกิดตกหลุมรัก และได้แต่งงานพร้อมกันกับคู่ของคุณชายธีรวัฒน์  แล้วทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

-จบเหอะ-

หมายเหตุ : ขอบคุณคุณนงลักษณ์ จักรินทร์ ชวิน และแมน ที่ร่วมแสดงนำ (ชื่อคล้องจองกันเหมือนพวกจุฑาเทพเลย)

1 ความเห็น

แห่นางดาน…มหาสงกรานต์เมืองนคร

สงกรานต์คืนหนึ่งที่บ้านเกิด  ผมเปิดโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นครศรีธรรมราช พบรายการถ่ายทอดสดงาน“มหาสงกรานต์แห่นางดาน  อลังการตำนานเมืองนคร” ซึ่งกล่าวถึงการแห่นางดานอันเป็นประเพณีเก่าแก่ที่น่าสนใจ  จึงได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าวมาขยายความไว้ ณ ที่นี้

แห่นางดาน

แห่นางดาน

แห่นางดาน เป็นประเพณีโบราณของจังหวัดนครศรีธรรมราช   ตามคติของศาสนาพราหมณ์ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในแถบนี้ควบคู่กับพระพุทธศาสนามาแต่อดีตกาล  ประเพณีดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวายหรือพิธีโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ของพระอิศวร นับตั้งแต่วันขึ้น ๗ ค่ำไปจนถึงแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่  ตามความเชื่อจะต้องอัญเชิญเทวดา ๔ องค์มาต้อนรับ โดยแกะสลักเป็นภาพลงบนไม้กระดาน ๓ แผ่น  แผ่นแรกแกะสลักภาพพระอาทิตย์และพระจันทร์  แผ่นที่สองแกะสลักภาพพระแม่ธรณี  และแผ่นที่สามแกะสลักภาพพระแม่คงคา  ชาวเมืองนครจะเรียกแผ่นกระดานทั้งสามนี้ว่า “นางดาน” ซึ่งมาจากคำว่านางกระดานนั่นเอง  มีการนำนางดานทั้งสามขึ้นเสลี่ยง นางดานละเสลี่ยง จัดขบวนแห่ไปตามจุดสำคัญต่าง ๆ ของเมือง ก่อนจะมาหยุดที่เสาชิงช้า ตรงหอพระอิศวร  จากนั้นก็จะทำพิธีโล้ชิงช้ากันต่อไป

ประเพณีแห่นางดานและพิธีโล้ชิงช้าแบบดั้งเดิมถูกยกเลิกมาหลายสิบปีแล้ว ก่อนจะรื้อฟื้นขึ้นใหม่ไม่กี่ปีมานี้โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราชร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  จัดให้มีประเพณีดังกล่าวขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยผนวกเข้าเป็นกิจกรรมหนึ่งในเทศกาลสงกรานต์  ทำให้พระอิศวรที่เคยเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ตอนเดือนยี่คล้ายถูกบังคับกลาย ๆ ว่าให้มาตอนเดือนห้าแทน … พูดเป็นเล่นไป ที่จริงแล้วผู้จัดงานเลี่ยงไปใช้คำว่า การสาธิตหรือจำลองพิธีโล้ชิงช้าแทน  ซึ่งหมายความว่านี่ไม่ใช่พิธีของจริง  เปิดโอกาสให้มีการปรุงเสริมเติมแต่งกิจกรรมดังกล่าวให้มีความน่าสนใจขึ้นได้อย่างเต็มที่  อาทิ  มีการแสดงแสง-เสียง (Light&Sound) ประกอบการโล้ชิงช้า  (นึกภาพงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ของสุพรรณฯ ที่มีแสงหลากสี ดนตรี และพลุประกอบ) ซึ่งทำให้ประเพณีดังกล่าวดูยิ่งใหญ่อลังการ  ขณะเดียวกันก็เป็นมหรสพที่น่าตื่นตามากกว่าจะเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างสมัยก่อน

โล้ชิงช้า

โล้ชิงช้า

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานความเป็นพุทธศาสนาลงไปในพิธีดังกล่าว โดยเมื่อโล้ชิงช้าเสร็จแล้ว  กลุ่มผู้แห่นางดานที่เรียกว่า “นาลีวัน” จะถือเขาควายร่ายรำรอบ ๆ ขันน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า “ขันสาคร” ภายในบรรจุน้ำพระพุทธมนต์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ๖ แห่งทั่วเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ บ่อน้ำวัดหน้าพระลาน บ่อน้ำวัดเสมาเมือง บ่อน้ำวัดเสมาไชย  บ่อน้ำวัดประตูขาว  ห้วยเขามหาชัย และห้วยปากนาคราช  โดยเหล่านาลีวันจะวักน้ำจากขันสาครให้กระจายไปทั่วบริเวณ  ผู้ชมที่อยู่ใกล้ ๆ ก็จะเปียกชุ่มด้วยน้ำพระพุทธมนต์  จากนั้นประชาชนทั้งหลายก็จะแห่เข้าไปตักน้ำในขันสาครมาปะพรม ลูบหน้า และเก็บใส่ขวดไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป (ความรู้สึกคล้าย ๆ การเก็บเมล็ดพืชหลังพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง)

นาลีวันสาดน้ำมนต์

นาลีวันสาดน้ำมนต์

งาน “มหาสงกรานต์ แห่นางดานเมืองนคร” จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณวันที่ ๑๔ หรือ  ๑๕ เมษายนของทุกปี  ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวของ ททท. อีกด้วย นับเป็นผลงานของ ททท. ที่หยิบของเก่ามาปัดฝุ่นจนขายได้สำเร็จ พร้อม ๆ กับเป็นความภาคภูมิใจของเมืองนครในฐานะเจ้าของประเพณีสำคัญที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในประเทศ

ภาพประกอบจากเว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/bkk/197532

แสดงความคิดเห็น

บุญเดือนห้า…มหาสงกรานต์เมืองนคร

วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอย่างที่เราทั้งหลายทราบกันดี ทว่าแต่ละท้องที่ก็มีรายละเอียดของประเพณีแตกต่างกันไป  อย่างนครศรีธรรมราชบ้านเกิดของผมก็ยกให้วันสงกรานต์เป็นงานบุญเดือนห้าที่ญาติพี่น้องจะกลับบ้านมาทำบุญร่วมกัน  เช่นเดียวกับบุญสารทเดือนสิบ  จนมีคำกล่าวว่าลูกหลานเมืองนครไปอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านปีละ ๒ ครั้ง คือเดือนห้าครั้งหนึ่ง และเดือนสิบอีกครั้งหนึ่ง ถึงกระนั้น สภาพสังคมปัจจุบันที่คนมีภาระหน้าที่การงานและภาระทางการศึกษามากขึ้นก็ทำให้คำกล่าวข้างต้นไม่เป็นจริงเสมอไปในกลุ่มคนรุ่นใหม่

579469_558890947477315_1498784505_n

ย้อนกลับมาที่ประเพณีสงกรานต์อีกครั้ง  ที่ภาคกลางจะมีชื่อเรียกวันต่าง ๆ ในเทศกาลนี้แตกต่างกันไป ได้แก่ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์”  วันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า “วันเนา” และวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” หรือ “วันขึ้นปีใหม่ไทย” สงกรานต์ที่นครศรีธรรมราชก็มีชื่อเรียกวันต่าง ๆ เช่นกัน   โดยเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่องเทวดาผู้คุ้มครองบ้านเมืองหรือ “เจ้าเมือง” ที่จะแวะเวียนมาดูแลความเป็นไปในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นแต่ละปี  และถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นเวลาที่มีการผลัดเปลี่ยนเจ้าเมืองเกิดขึ้น  ทำให้วันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน มีชื่อเรียกแตกต่างกันเป็น “วันส่งเจ้าเมืองเก่า”, “วันว่าง” และ “วันรับเจ้าเมืองใหม่” ตามลำดับ

๑๓ เมษายน หรือ “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” เป็นวันที่เทวดาผู้คุมครองเมืองในปีที่ผ่านมาจะเสด็จกลับสวรรค์ เพื่อร่วมงานชุมนุมเทวดาจากแต่ละเมือง (เหมือนงานประชุมสมัชชาประจำปีอะไรสักอย่าง) ในวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตรตอนเช้า  จากนั้นจึงมีการทำความสะอาดบ้านเรือน ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องแต่งกาย อะไรชำรุดเสียหายก็หยิบมาซ่อมแวมให้เรียบร้อย  คนโบราณยังมีการตัดผมหรือตัดเล็บมาทำพิธี “ลอยแพ” โดยใส่ลงหยวกกล้วยที่ตัดมาเป็นแพ ปักธูปเทียน ลอยไปตามแม่น้ำ  โดยเชื่อว่าจะเป็นการลอยทุกข์ ลอยโศก และเคราะห์กรรมทั้งหลายทิ้งไป  ดูเผิน ๆ ก็คล้ายการลอยกระทงอยู่เหมือนกัน  เพียงแต่แพที่ลอยอาจไม่ได้สวยงามอย่างกระทง  และก็ไม่ได้มีเจตนาบูชาหรือขอขมาพระแม่คงคา  วันเดียวกันนี้ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองมาให้ประชาชนได้สรงน้ำกันด้วย

๑๔ เมษายน หรือ “วันว่าง” เป็นวันที่เทวดาประจำเมืองยังอยู่บนสวรรค์ ทำให้บ้านเมือง “ว่าง” จากการคุ้มครองของเทวดา  วันนี้จึงเป็นวันที่ชาวเมืองจะหยุดทำงานต่าง ๆ เพราะอาจเกิดความสูญเสีย เนื่องจากเทวดาไม่ได้มาปกปักรักษา  แต่ยังคงมีการทำบุญ สรงน้ำพระ และกราบขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ    อย่างไรก็ตาม “วันว่าง” สำหรับบางคน หมายถึง การชมมหรสพ เที่ยวเล่น และดื่มกินสังสรรค์ตลอดคืนวันที่ ๑๓  พอถึงเช้าวันที่ ๑๔ ก็หมดแรง ไปไหนไม่ได้ จึงนอนพักอยู่กับบ้านตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องทำอะไร  ทำให้วันดังกล่าวกลายเป็น “วันว่าง” โดยปริยาย

๑๕ เมษายน หรือ “วันรับเจ้าเมืองใหม่” เป็นวันที่ถือกันว่าเทวดาองค์ใหม่จะลงมายังเมืองนคร และปกป้องคุ้มครองเมืองต่อไปอีกหนึ่งปี  ชาวบ้านจะมีการต้อนรับโดยการทำบุญตักบาตร  สรงน้ำพระ  และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนในวันว่าง  ทางใต้ยังมีกิจกรรมอาบน้ำคนแก่ คือ พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ( ตา ยาย ) จะนุ่งผ้าถุง ผ้าอาบน้ำ  แล้วออกมานั่งกลางลานหรือใต้ต้นไม้  ให้ลูกหลานช่วยกันอาบน้ำคนละขันสองขัน มีการถูสบู่ สระผม เช็ดตัว ประแป้ง พรมน้ำอบ และแต่งตัวให้ใหม่ด้วย คนแก่ก็จะอวยพรให้ลูกหลานที่เข้ามาอาบน้ำให้  ดู ๆ ไปก็คล้ายการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ของทางภาคกลาง  แต่ทางใต้จะอาบน้ำให้ทั้งตัวเลย  หรือนี่จะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ดำหัว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงคำเสริมสร้อยของคำว่า “รดน้ำ” เป็นเรื่องที่น่าศึกษาต่อไป

อนึ่ง ถ้าปีใดมีเดือนแปด ๒ ครั้ง  ก็จะมีวันว่าง ๒ วัน  คือวันที่ ๑๔ และ ๑๕ เมษายน  ทำให้วันต้อนรับเจ้าเมืองใหม่ขยับไปเป็นวันที่ ๑๖ ขณะที่วันส่งเจ้าเมืองเก่ายังคงเป็นวันที่ ๑๓ ดังเดิม  ผมคิดเล่น ๆ ว่า ปีที่มีเดือนแปด ๒ ครั้ง ทำให้เจ้าเมืองต้องทำงานหนักกว่าเดิม  จึงมีการชดเชยโดยการให้พักอยู่บนสวรรค์ได้ ๒ วัน (แทนที่จะเป็นวันเดียวอย่างปีอื่น ๆ) ก่อนจะไปรับภาระที่รออยู่ข้างหน้า

บุญเดือนห้า มหาสงกรานต์เมืองนคร แสดงให้เห็นธรรมเนียมปฏิบัติและความเชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นเมืองนครศรีธรรมราช  ที่หยั่งรากอย่างมั่นคงและจะดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมต่อไป

ภาพจากเฟซบุ๊คการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช
https://www.facebook.com/pages/TAT-Nakhon-Si-Thammarat

แสดงความคิดเห็น

กลอนจับฉ่ายหมายเลข..๓

ทุกครั้ง ....... ครา บริจาค อยากบอกไว้ ที่คุณให้ ...... จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน คนที่ได้ ...... ใช่เพียงคน รับผลบุญ ก็คือคุณ ...... ที่ได้คืน ความชื่นใจ

ทุกครั้ง ……. ครา บริจาค อยากบอกไว้
ที่คุณให้ …… จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน
คนที่ได้ …… ใช่เพียงคน รับผลบุญ
ก็คือคุณ …… ที่ได้คืน ความชื่นใจ

 

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย โดนสักหน่อย ก็เท่านี้ แหละชีวิต

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น
ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย
อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย
โดนสักหน่อย ก็เข้าที นะชีวิต

 

ขอ ........ ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า มือ ........ บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน เธอ ....... เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร หน่อย .... จะร้อน นอนจะหนาว ถ้าเปล่าเธอ

ขอ …….. ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า
มือ …….. บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน
เธอ ……. เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร
หน่อย …. จะร้อนนอนจะหนาวถ้าเปล่าดาย

 

แสดงความคิดเห็น

โนเวเชนโต้…ตำนานอัศจรรย์นายพันเก้าร้อย

หนอนหนังสือตัวหนึ่ง(หรือคนหนึ่ง) แนะนำให้ผมอ่านผลงานของ อเลซซานโดร บาริกโก (Alessandro Baricco)  นักเขียนชาวอิตาเลียน ผู้มีสำนวนภาษา “ขยี้ใจคนอ่าน” (เขาบอกผมอย่างนี้) ความโดดเด่นดังกล่าวทำให้หนังสือแต่ละเรื่องของบาริกโกมีฉบับแปลมากกว่า ๒๐ ภาษา เฉพาะภาษาไทยมีผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักได้แก่เรื่อง “ไหม” (Zeta) และ “ไร้เลือด” (Zenza sangue) ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ  แม้จะเป็นสองเล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขามาก่อน แต่ผมก็หยิบหนังสือพากย์ภาษาไทยลำดับที่ ๓ คือเรื่อง โนเวเชนโต้ (Novecento) มาอ่าน  และนั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่านักเขียนคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

ผมไม่รู้จะเล่าความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างไร  ในเมื่อบาริกโกบอกไว้ในหนังสือบางเล่มของตนว่า “ไม่ควรเขียนหรือแนะนำสิ่งใดสำหรับผลงานของเขา”  ผมจึงเล่าได้แค่ว่า หลัง ค.ศ.๑๙๐๐ ปรากฏเรื่องราวของโนเวเชนโต้  นักดนตรีผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนอย่างน่าอัศจรรย์ จนกล่าวกันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องฟังเสียงดนตรีของเขาให้ได้  เขาเกิดบนเรือเวอร์จิเนียนและใช้ชีวิตทั้งหมดบนเรือสำราญลำนั้นมาตลอด  โดยไม่เคยเหยียบแผ่นดินสักครั้งเดียว จนกระทั่ง …

ผมเล่ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว  โปรดหามาอ่านต่อเองเถอะ

อเลซซานโดร บาริกโก

อเลซซานโดร บาริกโก

นวนิยายเรื่องนี้ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือ แต่งขึ้นเป็นบทละครพูดคนเดียว หรือที่เรียกว่า โมโนล็อก (Monologue) ซึ่งใช้สำหรับการแสดงละครเวทีแบบที่มีนักแสดงเพียงคนเดียว คอยพูดเล่าเรื่องกับผู้ชม หรือแสดงเป็นตัวละครหลาย ๆ ตัวสลับไปมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนการแสดงและนักเรียนเขียนบทละครที่ต้องไม่พลาดเรื่องนี้  สำหรับนักอ่านทั่วไป บทละครเรื่องนี้ยังอ่านได้อย่างราบรื่นในฐานะวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะอ่านในใจหรืออ่านออกเสียงก็สุดแท้แต่ความพอใจจะทดลองสร้างสรรค์กันออกมา

นอกจากนี้ โนเวเชนโต้ยังโดดเด่นถึงขนาดที่มีผู้ทำเป็นภาพยนตร์ชื่อว่า “The Legend of 1900 โดยมีชื่อภาษาไทยอย่าง          หน่อมแน้มว่า “ตำนานนาย ๑๙๐๐ หัวใจรักจากท้องทะเล”  ที่แปลว่านาย ๑๙๐๐ เพราะโนเวเชนโต้(Novecento)  มาจากคำว่า ดีเชียนโนเวเชนโต้ (Diciannove cento) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกตัวเลข ๑๙๐๐ อันเป็นปีเกิดของตัวเอกในเรื่องนั่นเอง (ผมพูดมากไปอีกแล้ว!)

ใบปิดภาพยนตร์

โนเวเชนโต้ฉบับภาษาไทยเป็นสำนวนแปลของ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” ถ่ายทอดเรื่องราวได้งดงามหมดจดและยังรักษาอารมณ์ “ขยี้ใจ” ของต้นฉบับ  สมราคาคุยของหนอนหนังสือคนนั้น  เขาคงทำตามคำโปรยบนปกหลังที่เขียนว่า  ‘รีบอ่านและแนะนำเพื่อนรักนักอ่านต่อ ๆ กันไปเถิด—อย่าได้รีรอเลย’ … เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่านี่เป็นคำโฆษณาที่ไม่เกินจริง

2 ความเห็น

นารีนครา…ใจหญิงแท้จริงแกร่งดังเหล็กกล้า

13649706961364971028l
… เขายิ่งมองยิ่งเห็นว่าเฝิงชุนมีอะไรลึกลับ แต่งตัวแบบนี้อาจไม่ใช่หญิงขัดรองเท้าธรรมดา
อาจเป็นดาราหนังมาหาประสบการณ์ หรือว่ามาถ่ายหนัง  ในห้องนี้ไม่น่ามีกล้องติดอยู่ ลั่วเหลียงจี้คิดไปต่าง ๆ นานา …

“เห็นคุณทำงานละเอียด เหนื่อยแย่ ๑๐ หยวนจะไปพอได้อย่างไร คนรถผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ขี้เหนียวจังเลย  คุณคงจะไม่พอใจ  ควรจะเป็นสักเท่าไหร่  แล้วแต่คุณ”

เฝิงชุนหัวเราะแล้วพูด “ร้อยหนึ่ง”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ไม่มีปัญหา”

เฝิงชุนหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเช็ดรองเท้าคุณให้สวยเหมือนดอกไม้”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ตอนนี้คุณขัดจนสวยแล้ว”

เฝิงชุนถามตรง ๆ “ดอกไม้อยู่ไหน”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ในดวงตาผม” …

ข้างต้นนี้เป็นบทสนทนาตอนหนึ่งที่ผมชอบ  ตัดตอนมาจากนวนิยายเรื่อง “นารีนครา” พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จากต้นฉบับเป็นนวนิยายเรื่อง “ทาเตอเฉิง” ของ “ฉือลี่” นักเขียนหญิงเจ้าของรางวัลวรรณกรรมมากมายในประเทศจีน
ผลงานของเธอหลายเรื่องยังนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ รวมทั้งอุปรากรจีนอย่างงิ้วอีกด้วย

แม้ตัวอย่างที่ยกมาจะดูเหมือนบทเกี้ยวของหญิงชาย แต่หัวใจหลักของนวนิยายกลับเน้นไปที่ความงดงามของสตรีที่ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์อันน่าหลงใหลเพียงอย่างเดียว  แต่ยังแสดงให้เห็นหัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้านั้นด้วย   “นารีนครา” ถ่ายทอดความเข้มแข็งดังกล่าวผ่านชีวิตของ ๓ ตัวละคร  ได้แก่  คุณย่าวัย ๘๐ ปี ผู้เลี้ยงลูกตามลำพังอย่างเด็ดเดี่ยวหลังสามีฆ่าตัวตาย,  มี่เจี่ย เจ้าของร้านขัดรองเท้ากลางใจเมืองที่พลิกชีวิตกลับมายืนขึ้นใหม่อีกครั้งหลังสามีจากไป และเฝิงชุน สาวสังคมสมัยใหม่ ที่ทิ้งงานออฟฟิศมานั่งขัดรองเท้าเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาชีวิต

เนื้อหานิยายสะท้อนภาพสังคมจีนยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ขณะวิถีชีวิตดั้งเดิมก็ยังดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืน เหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสาระสำคัญของนวนิยายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ดังที่สมเด็จพระเทพฯ พระราชนิพนธ์คำนำตอนหนึ่งไว้ว่า  การชื่นชู “ความเป็นหญิง” ในนวนิยายนี้  ทวีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เมื่อผู้เขียนใช้ฉากสำคัญคือ นครอู่ฮั่น ซึ่งเป็นนครที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนาน  การบรรยายฉากอย่างละเอียด  ให้เห็นชีวิต ความงาม และความยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัดของนครอู่ฮั่นนี้ จึงเป็นฉากที่เพิ่มความหมายลึกซึ้งให้กับชื่อเรื่อง “นารีนครา”

นวนิยายเรื่องนี้มีสำนวนแปลละเมียดละไม  อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ  แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางอักษรศาสตร์ของผู้แปล  นอกจากนี้ ท้ายเล่มยังมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเมืองจีน ทั้งด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาหารประจำท้องถิ่นที่มีภาพประกอบงดงามน่าสนใจ  เป็นหนังสือดีอีกเล่มที่ควรมีไว้บนชั้นหนังสือประจำบ้าน

แสดงความคิดเห็น