กลอนจับฉ่ายหมายเลข..๓

ทุกครั้ง ....... ครา บริจาค อยากบอกไว้ ที่คุณให้ ...... จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน คนที่ได้ ...... ใช่เพียงคน รับผลบุญ ก็คือคุณ ...... ที่ได้คืน ความชื่นใจ

ทุกครั้ง ……. ครา บริจาค อยากบอกไว้
ที่คุณให้ …… จะมากน้อย คอยเกื้อหนุน
คนที่ได้ …… ใช่เพียงคน รับผลบุญ
ก็คือคุณ …… ที่ได้คืน ความชื่นใจ

 

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย โดนสักหน่อย ก็เท่านี้ แหละชีวิต

อีกร้อยด่าน ขวางหน้า ก็อย่าหวั่น
ตราบที่ฝัน ยังอยู่ อย่ารู้ถอย
อาจมีบ้าง บาดแผล ก็แค่รอย
โดนสักหน่อย ก็เข้าที นะชีวิต

 

ขอ ........ ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า มือ ........ บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน เธอ ....... เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร หน่อย .... จะร้อน นอนจะหนาว ถ้าเปล่าเธอ

ขอ …….. ที่ว่าง กลางใจ ได้ไหมเล่า
มือ …….. บางเบา จะอุ้มรัก มาพักผ่อน
เธอ ……. เหนื่อยหนัก รักจะมา เอื้ออาทร
หน่อย …. จะร้อนนอนจะหนาวถ้าเปล่าดาย

 

ใส่ความเห็น

โนเวเชนโต้…ตำนานอัศจรรย์นายพันเก้าร้อย

หนอนหนังสือตัวหนึ่ง(หรือคนหนึ่ง) แนะนำให้ผมอ่านผลงานของ อเลซซานโดร บาริกโก (Alessandro Baricco)  นักเขียนชาวอิตาเลียน ผู้มีสำนวนภาษา “ขยี้ใจคนอ่าน” (เขาบอกผมอย่างนี้) ความโดดเด่นดังกล่าวทำให้หนังสือแต่ละเรื่องของบาริกโกมีฉบับแปลมากกว่า ๒๐ ภาษา เฉพาะภาษาไทยมีผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักได้แก่เรื่อง “ไหม” (Zeta) และ “ไร้เลือด” (Zenza sangue) ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ  แม้จะเป็นสองเล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขามาก่อน แต่ผมก็หยิบหนังสือพากย์ภาษาไทยลำดับที่ ๓ คือเรื่อง โนเวเชนโต้ (Novecento) มาอ่าน  และนั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่านักเขียนคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

ผมไม่รู้จะเล่าความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างไร  ในเมื่อบาริกโกบอกไว้ในหนังสือบางเล่มของตนว่า “ไม่ควรเขียนหรือแนะนำสิ่งใดสำหรับผลงานของเขา”  ผมจึงเล่าได้แค่ว่า หลัง ค.ศ.๑๙๐๐ ปรากฏเรื่องราวของโนเวเชนโต้  นักดนตรีผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนอย่างน่าอัศจรรย์ จนกล่าวกันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องฟังเสียงดนตรีของเขาให้ได้  เขาเกิดบนเรือเวอร์จิเนียนและใช้ชีวิตทั้งหมดบนเรือสำราญลำนั้นมาตลอด  โดยไม่เคยเหยียบแผ่นดินสักครั้งเดียว จนกระทั่ง …

ผมเล่ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว  โปรดหามาอ่านต่อเองเถอะ

อเลซซานโดร บาริกโก

อเลซซานโดร บาริกโก

นวนิยายเรื่องนี้ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือ แต่งขึ้นเป็นบทละครพูดคนเดียว หรือที่เรียกว่า โมโนล็อก (Monologue) ซึ่งใช้สำหรับการแสดงละครเวทีแบบที่มีนักแสดงเพียงคนเดียว คอยพูดเล่าเรื่องกับผู้ชม หรือแสดงเป็นตัวละครหลาย ๆ ตัวสลับไปมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนการแสดงและนักเรียนเขียนบทละครที่ต้องไม่พลาดเรื่องนี้  สำหรับนักอ่านทั่วไป บทละครเรื่องนี้ยังอ่านได้อย่างราบรื่นในฐานะวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะอ่านในใจหรืออ่านออกเสียงก็สุดแท้แต่ความพอใจจะทดลองสร้างสรรค์กันออกมา

นอกจากนี้ โนเวเชนโต้ยังโดดเด่นถึงขนาดที่มีผู้ทำเป็นภาพยนตร์ชื่อว่า “The Legend of 1900 โดยมีชื่อภาษาไทยอย่าง          หน่อมแน้มว่า “ตำนานนาย ๑๙๐๐ หัวใจรักจากท้องทะเล”  ที่แปลว่านาย ๑๙๐๐ เพราะโนเวเชนโต้(Novecento)  มาจากคำว่า ดีเชียนโนเวเชนโต้ (Diciannove cento) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกตัวเลข ๑๙๐๐ อันเป็นปีเกิดของตัวเอกในเรื่องนั่นเอง (ผมพูดมากไปอีกแล้ว!)

ใบปิดภาพยนตร์

โนเวเชนโต้ฉบับภาษาไทยเป็นสำนวนแปลของ “งามพรรณ เวชชาชีวะ” ถ่ายทอดเรื่องราวได้งดงามหมดจดและยังรักษาอารมณ์ “ขยี้ใจ” ของต้นฉบับ  สมราคาคุยของหนอนหนังสือคนนั้น  เขาคงทำตามคำโปรยบนปกหลังที่เขียนว่า  ‘รีบอ่านและแนะนำเพื่อนรักนักอ่านต่อ ๆ กันไปเถิด—อย่าได้รีรอเลย’ … เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่านี่เป็นคำโฆษณาที่ไม่เกินจริง

2 ความเห็น

นารีนครา…ใจหญิงแท้จริงแกร่งดังเหล็กกล้า

13649706961364971028l
… เขายิ่งมองยิ่งเห็นว่าเฝิงชุนมีอะไรลึกลับ แต่งตัวแบบนี้อาจไม่ใช่หญิงขัดรองเท้าธรรมดา
อาจเป็นดาราหนังมาหาประสบการณ์ หรือว่ามาถ่ายหนัง  ในห้องนี้ไม่น่ามีกล้องติดอยู่ ลั่วเหลียงจี้คิดไปต่าง ๆ นานา …

“เห็นคุณทำงานละเอียด เหนื่อยแย่ ๑๐ หยวนจะไปพอได้อย่างไร คนรถผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ขี้เหนียวจังเลย  คุณคงจะไม่พอใจ  ควรจะเป็นสักเท่าไหร่  แล้วแต่คุณ”

เฝิงชุนหัวเราะแล้วพูด “ร้อยหนึ่ง”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ไม่มีปัญหา”

เฝิงชุนหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเช็ดรองเท้าคุณให้สวยเหมือนดอกไม้”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ตอนนี้คุณขัดจนสวยแล้ว”

เฝิงชุนถามตรง ๆ “ดอกไม้อยู่ไหน”

ลั่วเหลียงจี้พูด “ในดวงตาผม” …

ข้างต้นนี้เป็นบทสนทนาตอนหนึ่งที่ผมชอบ  ตัดตอนมาจากนวนิยายเรื่อง “นารีนครา” พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จากต้นฉบับเป็นนวนิยายเรื่อง “ทาเตอเฉิง” ของ “ฉือลี่” นักเขียนหญิงเจ้าของรางวัลวรรณกรรมมากมายในประเทศจีน
ผลงานของเธอหลายเรื่องยังนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ รวมทั้งอุปรากรจีนอย่างงิ้วอีกด้วย

แม้ตัวอย่างที่ยกมาจะดูเหมือนบทเกี้ยวของหญิงชาย แต่หัวใจหลักของนวนิยายกลับเน้นไปที่ความงดงามของสตรีที่ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์อันน่าหลงใหลเพียงอย่างเดียว  แต่ยังแสดงให้เห็นหัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้านั้นด้วย   “นารีนครา” ถ่ายทอดความเข้มแข็งดังกล่าวผ่านชีวิตของ ๓ ตัวละคร  ได้แก่  คุณย่าวัย ๘๐ ปี ผู้เลี้ยงลูกตามลำพังอย่างเด็ดเดี่ยวหลังสามีฆ่าตัวตาย,  มี่เจี่ย เจ้าของร้านขัดรองเท้ากลางใจเมืองที่พลิกชีวิตกลับมายืนขึ้นใหม่อีกครั้งหลังสามีจากไป และเฝิงชุน สาวสังคมสมัยใหม่ ที่ทิ้งงานออฟฟิศมานั่งขัดรองเท้าเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาชีวิต

เนื้อหานิยายสะท้อนภาพสังคมจีนยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ขณะวิถีชีวิตดั้งเดิมก็ยังดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืน เหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสาระสำคัญของนวนิยายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ดังที่สมเด็จพระเทพฯ พระราชนิพนธ์คำนำตอนหนึ่งไว้ว่า  การชื่นชู “ความเป็นหญิง” ในนวนิยายนี้  ทวีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เมื่อผู้เขียนใช้ฉากสำคัญคือ นครอู่ฮั่น ซึ่งเป็นนครที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนาน  การบรรยายฉากอย่างละเอียด  ให้เห็นชีวิต ความงาม และความยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัดของนครอู่ฮั่นนี้ จึงเป็นฉากที่เพิ่มความหมายลึกซึ้งให้กับชื่อเรื่อง “นารีนครา”

นวนิยายเรื่องนี้มีสำนวนแปลละเมียดละไม  อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ  แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางอักษรศาสตร์ของผู้แปล  นอกจากนี้ ท้ายเล่มยังมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเมืองจีน ทั้งด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาหารประจำท้องถิ่นที่มีภาพประกอบงดงามน่าสนใจ  เป็นหนังสือดีอีกเล่มที่ควรมีไว้บนชั้นหนังสือประจำบ้าน

ใส่ความเห็น

สนุกนาคนาค-”พี่มาก…พระโขนง”

“แม่นาคพระโขนง” เป็นเรื่องเล่าหนึ่งในไม่กี่เรื่องของไทยที่ถูกหยิบมาเล่าซ้ำอยู่เสมอ และนำเสนอออกมาในหลากรูปแบบ ทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์  ดังเช่นครั้งนี้ที่ตำนานรักแห่งทุ่งพระโขนงได้รับการปัดฝุ่นอีกครั้ง  ทว่ามีรายละเอียดของเรื่องที่แตกต่างไปจากครั้งไหน ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องจากตัวละครเอกฝ่ายหญิงมาเป็นตัวละครเอกฝ่ายชาย  ทำให้แม่นาคฉบับใหม่ได้ชื่อในโรงภาพยนตร์ว่า “พี่มาก…พระโขนง” นับเป็นจุดสนใจอย่างแรกที่ดึงดูดใครต่อใครให้หันมอง “ตำนานเก่าเล่าใหม่” เรื่องนี้อย่างอดสงสัยไม่ได้

222283-515554d46bc4e

…สงสัยว่าทำไมต้องใช้พี่มากเป็นตัวชูโรง และสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะมีผลต่อเนื้อเรื่องที่เคยรับรู้มาสักแค่ไหน  คำตอบคือเรื่องเดิมของแม่นาคตามฉบับเดิมยังอยู่ครบถ้วน  เพียงแต่ของเดิมไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของพี่มากมากนัก  เรารู้ว่าพี่มากกลับจากสงครามมาอยู่กับเมีย และมารู้ทีหลังว่าเมียตายไปแล้วก็เลยกลัวจนต้องหนี  แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับตัวพี่มากที่เรื่องเดิมไม่ได้พูดถึง  ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้สร้างสามารถใส่สีสันได้อย่างเต็มที่  ผู้ชมจะเห็นพี่มากในฉากสงคราม เห็นอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของพี่มาก และแรงขับต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลแสดงให้เห็นว่าพี่มากรักเมียเพียงใด  นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มตัวละครเพื่อน ๆ ของพี่มากถึง ๔ คน (ซึ่งไม่มีในตำนาน) มาช่วยสร้างสีสัน และทำให้มีเรื่องราวและเหตุการณ์มากขึ้น เพื่อรองรับบทบาทของตัวละครเหล่านี้  ขณะที่ของเก่าของยังอยู่ครบ  หากเปรียบเรื่องเดิมเป็นผัก เรื่องใหม่ก็เหมือนผักชุบแป้งทอด คือผักก็ยังอยู่ แต่มีส่วนของแป้งที่มาเพิ่มความกรอบและหวานมันเพื่อทำให้อาหารจานนี้มีรสชาติที่เข้มข้นขึ้นนั่นเอง นี่คือคำไขของข้อสงสัยข้างต้น

จุดแตกต่างอีกประการก็คืออารมณ์ขันที่มีอย่างล้นเหลือในภาพยนตร์เรื่องนี้  ต่างจากแม่นาคเวอร์ชั่นก่อน ๆ ที่มักเน้นไปที่อารมณ์หม่นเศร้าของความรักที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้  พอกลายมาเป็นตลกขบขันเรื่องจึงมีสีสันขึ้นทันที  ในเบื้องต้นอาจดูเหมือนเอาของเก่ามาปู้ยี้ปู้ยำจนเละ  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เละอย่างที่คิด  เพราะมุกตลกที่ปรากฏต่างมีส่วนในการเล่าเรื่องและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่นอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ฉากเล่นใบ้คำ ซึ่งนอกจากจะมีความขบขันจากคำที่นำมาใบ้และท่าทางในการใบ้  มุกที่นำมาเล่นอย่าง “ผีเสื้อ” ก็มีส่วนช่วยดำเนินเรื่อง คือ เป็นการส่งสัญญาณจากเพื่อน ๆ ที่บอกให้พี่มากรู้ว่าเมียตายไปแล้ว   (ขณะที่ภาพยนตร์บางเรื่องแทรกฉากตลกเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผลเพียงเพื่อเล่นมุกบางมุกซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ขำอะไรมากมาย)   นอกจากนี้ความขบขันที่เกิดขึ้นหลายครั้งมาจากการใส่ความเป็นปัจจุบันลงในภาพยนตร์  ผู้ชมจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เข้ากันกับยุคสมัยปรากฏอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งตามตำนานแล้วเรื่องแม่นาคจะอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๓  แต่ในภาพยนตร์ผู้ชมจะเห็นทั้งร้านยาดองที่มีบาร์เทนเดอร์กับเด็กนั่งดริ๊งค์  งานวัดที่มีม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ และบ้านผีสิง  หรือแม้กระทั่งการเล่นใบ้คำที่กล่าวไปแล้ว ก็มีวิธีการเล่นที่ถอดแบบมาจากเกมโชว์ในรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้   เมื่อผู้สร้างได้ใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในภาพยนตร์อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งเรื่อง  ก็ทำให้ลักษณะดังกล่าวเป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างอารมณ์ขัน  มากกว่าจะดูเป็นความผิดพลาดที่ใส่ของผิดยุคสมัยลงไป  ยิ่งไปกว่านั้น  ลักษณะดังกล่าวก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากแม่นาคฉบับก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง

55435_full

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการเล่าเรื่องแบบซ่อนเงื่อน  โดยมีการผูกปมต่าง ๆ ไว้เป็นระยะ  เพื่อรอคลี่คลายในตอนท้าย  เป็นการหยิบยืมแนวการเดินเรื่องแบบสืบสวนสอบสวนมาใช้  ซึ่งก็ลงตัวกับการเล่าเรื่องผีที่มีข้อสงสัยมากมาย  ทว่ากลับมีเหตุผลมาอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติได้วิธีการเล่าเรื่องดังกล่าว

พี่มาก…พระโขนง  เปลี่ยนตำนานเรื่องผีที่เคยสร้างความสยองขวัญด้วยการลดทอนความน่าขนลุก แล้วเพิ่มเติมเรื่องตลกและเรื่องรักหวานซึ้งเข้ามาแทนที่  ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโรแมนติกคอเมดี้อย่างเต็มรูปแบบ  เปลี่ยนภาพลักษณ์และรสชาติเดิม ๆ ของเรื่องเล่าที่คุ้นเคยให้มีความแปลกใหม่และน่าจดจำ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งสาระสำคัญของต้นฉบับที่ยังคงอยู่อย่างครบเช่นเดิม

.

ใส่ความเห็น

ระห่ำเกินพิกัด…Olympus Has Fallen

สะดุดหูตั้งแต่ได้ยินชื่อเลยทีเดียวสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Olympus Has Fallen ซึ่งหยิบยืมชื่อเขาโอลิมปัสอันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพในปกรณัมกรีกมาเป็นความเปรียบเพื่อเรียกทำเนียบขาว อาคารที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดระดับโลก  แต่กลับถูกผู้ก่อการร้ายถล่มอย่างย่อยยับในภาพยนตร์เรื่องนี้  พร้อม ๆ กับการจับตัวประกันสำคัญอย่างประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา  ทำให้อดีตหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย ไมค์ แบนนิ่ง ต้องลุยเดี่ยวเพื่อช่วยเหลือเจ้านาย(เก่า)ของตน  และต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายมันสมองระดับเพชรที่คอยสร้างสถานการณ์กดดันทุกตัวละครในเรื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายทำลายล้างประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ในที่สุด

olympus_has_fallen_ver10

หนังเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นตื่นตา ทั้งเครื่องบินติดอาวุธบุกถล่มทำเนียบขาว ผู้ก่อร้ายที่ใช้อาวุธสงครามฆ่าหน่วยรักษาความปลอดภัยตายเป็นเบือ  การสังหารบุคคลสำคัญ และอื่น ๆ ที่บีบหัวใจผู้ชมอย่างต่อเนื่อง  ขณะเดียวกันก็มอบความเก่งกาจระดับเทพให้กับพระเอกที่สามารถจัดการผู้ร้ายคนแล้วคนเล่าได้อยู่หมัด  ทั้งที่มีเพียงตัวคนเดียว  แต่กลับทำให้แผนการของตัวร้ายปั่นป่วนซวนเซ  นอกจากนี้ ความสนุกของฉากบู๊ประกอบกับการหักเหลี่ยมท้าทายกันด้วยไหวพริบเชิงบุ๋นทำให้ภาพยนตร์มีความน่าติดตามเข้าข่ายที่เรียกว่า “หลับไม่ลง” เลยทีเดียว

หนังยังเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้ตัวละครเอกมีปมฝังใจจากการทำงานผิดพลาดในอดีต ทำให้ความพยายามของไมค์ แบนนิ่ง ที่จะช่วยเหลือประธานาธิบดีให้ได้นั้น  ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอารักขาเจ้านายหรือทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ  แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เขาจะได้ลบล้างความรู้สึกผิดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดหลายปีอีกด้วย

Interview-Gerard-Butler-Talks-About-His-Role-In-Olympus-Has-Fallen

ความโดดเด่นของหนังน่าจะอยู่ที่การเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว  เห็นได้จากบทสนทนาสั้น ๆ ช่วงต้นเรื่องที่ให้ข้อมูลปูพื้นสู่เหตุการณ์ต่อไปได้อย่างรัดกุม  ตัวอย่างเช่น บทสนทนาระหว่างไมค์กับลูกชายประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ประโยค  ก็ทำให้ผู้ชมทราบได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของทำเนียบขาวเป็นอย่างไร  หรือการชกมวยระหว่างประธานาธิบดีกับไมค์ก็บอกให้ผู้ชมทราบว่าทั้งคู่มีทักษะการต่อสู้ในระยะประชิด  นั่นคือเหตุผลว่าไมค์เอาชนะผู้ร้ายได้อย่างไรในจังหวะที่เขาไม่มีปืนอยู่ในมือ

ความน่าชื่นชมอีกข้อหนึ่งคือการที่บทภาพยนตร์ไม่ได้ระบุชาติของผู้ก่อการร้ายอย่างชัดเจน  แม้จะกล่าวถึงเกาหลีเหนือในช่วงแรก  ทว่าก็มีการให้ภูมิหลังของหัวหน้าวายร้ายอย่างก้ำกึ่งคลุมเครือจนระบุไม่ได้ว่าเป็นเกาหลีเหนือหรือเกาหลีใต้กันแน่  และสุดท้ายก็บอกว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคลเพื่อเลี่ยงที่จะโทษว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้ร้ายของเรื่องนั่นเอง  ขณะที่เมื่อก่อนนั้น ภาพยนตร์ของอเมริกามักโยนให้รัสเซีย  เยอรมัน  คิวบา  อาหรับ หรือชาติอื่น ๆ ที่เคยมีความขัดแย้งกับอเมริกาต้องตกเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ   อย่างไรก็ตาม  ภาพยนตร์ก็ยกย่องเชิดชูความเป็นอเมริกาอย่างเด่นชัด(จนน่าหมั่นไส้)  แต่ก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าเราได้รักและเชิดชูประเทศของตนได้อย่างตัวละครในเรื่องที่พร้อมตายเพื่ออเมริกาหรือยัง

Olympus Has Fallen เป็นภาพยนตร์บู๊ระห่ำ ขณะเดียวกันก็มีดราม่าเล็ก ๆ ให้พอประทับใจ  แม้เนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เช่น พระเอกอึดเกินมนุษย์ทั้งที่น่าจะตายไปหลายฉากแล้ว เป็นต้น  แต่ถ้าทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องพวกนี้ได้  หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นหนังที่น่าจดจำเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

1 ความเห็น

บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว

เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมรู้จักกับเขา  เราจึงได้พบกันอย่างบังเอิญในร้านหนังสือเล็ก ๆ กลางใจเมือง

แรกทีเดียว  ผมไม่คิดว่าเขาจะมีความน่าสนใจใด ๆ ด้วยรูปร่างที่เล็กบาง และชื่อเสียงเรียงนามที่ไม่คุ้นหู  แต่เพียงบททักทายประโยคแรกที่เขาเอ่ย  กลับสะกดผมให้นั่งลงและฟังเรื่องเล่าของเขาเพียงฝ่ายเดียวอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง  เป็นเวลาเดียวกับที่ร้านหนังสือปิด  ก่อนที่ผมก็เดินจากมาด้วยความรู้สึกลึกล้ำที่ไม่อาจบรรยายได้อย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องที่เพิ่งจบลงนั้นน่าทึ่งเพียงใด

ผมเพิ่งสนทนากับ หลุยส์ เชปล์เบดา (Luis Sepulveda) นักเขียนชาวชิลีที่ภายหลังมาพำนักอยู่ในสเปน ผ่านตัวหนังสือของเขาในนวนิยายเรื่อง Diario De Un Killer Sentimental ซึ่ง สถาพร ทิพยศักดิ์ แปลไว้ในพากษ์ภาษาไทยว่า “บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว” นวนิยายขนาดสั้นที่มีความยาวไม่ถึง ๑๐๐ หน้า ทว่าสะกดใจผู้อ่านได้อย่างอยู่หมัดทุกบรรทัดที่ผ่านไป
BookImageBig

บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว เล่าเรื่องมือปืนรับจ้างที่รักษากฎของมืออาชีพไว้อย่างเคร่งครัด ด้วยการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่เมื่อเธอคนนั้นผ่านเข้ามา เขาก็เริ่มละเลยกฎดังกล่าว  และสิ่งนี้กลายเป็นปัญหาสำหรับ “นักฆ่า” อย่างเขาที่ทำให้ผลงานไม่เป็น “มืออาชีพ” เหมือนเคย

“ความรัก” กับ “หน้าที่” มักเป็นประเด็นขัดแย้งกันอยู่เสมอไม่ว่าเรื่องแต่งหรือชีวิตจริง   ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เล่าเรื่องของมาร์ก แอนโทนี แม่ทัพโรมันที่พ่ายแพ้สงครามเพราะอ่อนไหวต่อความรักที่มีต่อพระนางคลีโอพัตรา  มือปืนรับจ้างในเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างกัน  เพียงแต่จุดจบของเรื่องนี้ซับซ้อนและพลิกความคาดหมายกว่าเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ข้างต้น

ผู้เขียนเดินเรื่องอย่างรวดเร็วด้วยภาษาที่กระชับและเห็นภาพ  ทำให้การอ่านนวนิยายเรื่องนี้เหมือนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง  ผู้อ่านจะเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัดภาพไปมาอย่างต่อเนื่อง เร้าความสนใจ และช่วยให้เรื่องทั้งหมดดูน่าติดตาม  ประกอบกับตัวเล่มที่ค่อนข้างบาง  นวนิยายเรื่องนี้จึงอ่านจบได้ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเศษ ๆ เท่านั้น  เทียบได้กับการชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งก็ใช้เวลาพอ ๆ กัน

ที่หน้าปกมีตัวโปรยเขียนไว้ว่า “การได้อ่านหนังสือดีนับเป็นโชคของมนุษย์” (พบได้แทบทุกปกของหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) ผมก็รู้สึกอย่างนั้น  แม้ตัวหนังสืออีกประโยคหนึ่งบนปกเดียวกันจะเขียนว่า “หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหนังสือมีเนื้อหาล่อแหลมทางเพศเสมอไป  แต่เป็นผลมาจากบทบาทความรุนแรงของตัวเอกในเรื่องที่เป็นนักฆ่านั่นเอง  และเป็นการยืนยันว่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ไม่ได้มีแต่วรรณกรรมเยาวชนเพียงอย่างเดียว

บันทึกรักนักฆ่าผู้อ่อนไหว ราคาปก ๑๑๙ บาท ๕๐ สตางค์  ผมหยิบเงินส่งให้ไป ๑๒๐ บาท แล้วบอกคนขายว่าไม่ต้องทอน  โดยไม่ได้เจตนาจะให้ทิปแต่อย่างใด

ใส่ความเห็น

๖๐นาทีที่ปิดไฟ…ประหยัดได้จริง ?

เมื่อวานนี้ (๒๓ มีนาคม ๒๕๕๖) มีการรณรงค์ปิดไฟเพื่อลดโลกร้อนตามโครงการ “60+  Earth Hour 2013” ซึ่งจัดโดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) พร้อมด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง  โดยเริ่มตั้งแต่เวลา ๒ ทุ่มครึ่งถึง ๓ ทุ่มครึ่ง เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง  เพื่อแสดงให้เห็นว่าถ้าทุกบ้านปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นเพียงบ้านละ ๑ ดวงเป็นอย่างน้อย จะช่วยประหยัดพลังงานรวมกันได้มากเพียงใด     งานนี้กรุงเทพฯ มีเพื่อนร่วมโครงการเป็นเมืองใหญ่กว่า ๕,๐๐๐ แห่ง จาก ๑๔๗ ประเทศทั่วโลก  เป็นการรวมพลังเพื่อลดการเผาผลาญพลังงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมายลดโลกร้อนได้ในที่สุด

โลโก้โครงการ

โลโก้โครงการ

ผมเองก็เห่อโครงการนี้อยู่ไม่น้อย  จึงเดินหาหลอดไฟรอบตัวที่ดูแล้วว่าไม่จำเป็นนัก และปิดไปได้ ๓ ดวง   อันที่จริงผมก็ไม่รู้ว่าโลกเย็นลงแค่ไหน  โดยเฉพาะต้นฤดูร้อนอย่างเดือนมีนาคมเช่นนี้   พอวันรุ่งขึ้นก็มีการแถลงข่าวที่น่ายินดีว่ากิจกรรมดังกล่าวทำลายสถิติการประหยัดไฟในปีก่อน ๆ ลงได้อย่างงดงาม  ตัวเลขจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์บอกว่าปีนี้ประหยัดไฟได้ทั้งสิ้น ๑,๖๙๙ เมกกะวัตต์ คิดเป็นเงิน ๖,๖๕๖,๖๙๙ บาท ทั้งยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ๑,๐๗๓ ตัน   เทียบกับสถิติเมื่อปีก่อนที่ประหยัดไฟได้ ๑,๕๒๘ เมกกะวัตต์ คิดเป็นเงิน ๔,๓๗๔,๔๗๕ บาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ๘๑๕ ตัน  ถ้าเทียบตัวเลขกันแล้วต้องบอกว่าปีนี้ชนะปีก่อนอย่างขาดลอย

แต่ช้าก่อนครับ  มานั่งดูตัวเลขดี ๆ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ อยู่นะ  ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่มีความรู้เรื่องการผลิตไฟฟ้าหรือการคำนวณขั้นสูงใด ๆ ทั้งสิ้น  เพียงแต่สังเกตว่าถ้าเอาตัวเลขทั้งสองปีมาเทียบบัญญัติไตรยางศ์ดู   จะเห็นว่าปีนี้ประหยัดไฟได้มากกว่าปีก่อน ๑๗๑ เมกกะวัตต์ แต่ประหยัดเงินได้กว่า ๒ ล้านบาท แล้วทำไม ๑,๖๙๙ เมกกะวัตต์ไม่ประหยัดได้ ๒๐ ล้านบาทล่ะ   ในทางกลับกัน เราใช้ไฟ ๑,๕๐๐ เมกกะวัตต์ คิดเป็นเงินค่าไฟ ๔ ล้านบาท  แต่พอใช้ไฟ ๑,๗๐๐ เมกกะวัตต์  กลับคิดเป็นเงินค่าไฟ ๖ ล้าน  ทำไมอัตราการใช้ไฟที่เพิ่มมากับค่าไฟที่เกิดขึ้นจึงเพิ่มอย่างก้าวกระโดดขนาดนั้น   เกี่ยวข้องกับค่า Ft ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่  ปีที่แล้วค่า Ft ถูกกว่าจึงคำนวณได้ราคาหนึ่ง  ปีนี้ค่า Ft แพงขึ้นก็เลยคำนวณราคาได้สูงขึ้นแบบกราฟพาราโบล่าเลยทีเดียว  ถ้าเป็นอย่างนั้น  ตัวเลขค่าไฟที่กรุงเทพฯ ประหยัดได้จนสร้างสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์คืออะไร  มาจากการการประหยัดไฟที่มากขึ้นจริง ๆ หรือมาจากค่าไฟต่อหน่วยที่แพงขึ้น  คำถามนี้คงต้องย้อนกลับไปหาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้ช่วยไขคำตอบ

นอกจากนี้ ตัวเลขที่บอกว่าประหยัดไฟได้มากขึ้นกว่าปีก่อน ก็ไม่ได้บอกว่าเทียบจากฐานจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าที่เท่ากันหรือไม่  สังเกตว่ากรุงเทพฯ มีตึก ห้างสรรพสินค้า และคอนโดมิเนียมผุดขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  แสดงว่าต้องมีผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น  แล้วอัตราการประหยัดไฟที่เพิ่มขึ้นปีนี้เป็นสัดส่วนที่เทียบได้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสักเท่าไร  พูดใหม่ให้ง่ายกว่านั้นอีกที  สมมุติว่าปีที่แล้วกรุงเทพฯมีหลอดไฟ ๕ ล้านดวง มีคนร่วมปิดไฟ ๑ ล้านดวง เท่ากับกรุงเทพฯประหยัดไฟได้ ๑ ล้านดวง  แต่ปีนี้กรุงเทพฯมีหลอดไฟเพิ่มขึ้นเป็น ๗ ล้านดวง  มีคนร่วมปิดไฟ ๑ ล้าน ๒ แสนดวง  เท่ากับกรุงเทพฯประหยัดไฟได้ ๑ ล้าน ๒ แสนดวง  หากเทียบกันเฉพาะจำนวนหลอดไฟที่กรุงเทพฯ ประหยัดได้ ปีนี้ก็จะประหยัดได้มากกว่าปีก่อน ๒ แสนดวง ซึ่งถือว่าเยอะกว่ากันมาก  ทว่าเมื่อเทียบกับจำนวนหลอดไฟที่เพิ่มขึ้นถึง ๒ ล้านดวงแล้ว  จะเห็นว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของกรุงเทพฯ แทบไม่ลดลงเลย   คำถามคือเราประหยัดไฟได้มากขึ้นจริง ๆ หรือ

กิจกรรมหลักที่อาคารสำนักงาน  เซ็นทรัลเวิลด์

กิจกรรมหลักที่อาคารสำนักงาน เซ็นทรัลเวิลด์

การตั้งข้อสังเกตของผมมาจากความรู้อันน้อยนิด ฉะนั้นจึงอาจเป็นข้อสังเกตที่ผิดพลาดได้  หากมีบางปัจจัยทีผมลืมนึกถึง  สิ่งที่ผมพล่ามมาทั้งหมดก็คงล้มครืนลงไปทันที  อย่างไรก็ตาม  การตั้งข้อสังเกตครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายความตั้งใจอันดีของผู้จัดโครงการแต่อย่างใด  ผมยังมองเห็นข้อดีของโครงการนี้ด้วยซ้ำ  เพราะการรณรงค์ให้ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้  ทำให้เราได้หันมาตระหนักว่าทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็นหรือเปล่า  เราได้เปิดหลอดไฟ  พัดลม  เครื่องปรับอากาศ หรือคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นหรือไม่  โครงการนี้จึงปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานให้เกิดขึ้น  คงจะดีไม่น้อยถ้าทุกคนที่ร่วมปิดไฟเมื่อคืนวันที่ ๒๓ จะได้เห็นหลอดที่เกินความจำเป็นของบ้าน และปิดไฟดวงนั้นต่อไปทุก ๆ วัน  เป็นการปิดไฟภายนอก และหันมาเปิดไฟภายในใจ  เป็นไฟแห่งปัญญาที่เปี่ยมด้วยสำนึกรู้แห่งการอนุรักษ์และตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานอย่างแท้จริง  แล้วคำถามที่ว่าเราประหยัดไฟได้มากขึ้นหรือเปล่าก็คงไม่ต้องการคำตอบอีกต่อไป

อย่าคิดว่ามีเงินจ่ายค่าไฟ  อย่าคิดว่าเราเป็นส่วนเล็ก ๆ  และอย่าคิดว่าทำไมไม่ไปเรียกร้องพวกห้างสรรพสินค้าหรือโรงงานใหญ่ ๆ ให้ลดใช้พลังงาน  แต่ขอให้คิดว่าเราทุกคนต่างเป็นพลังเงียบ  และพลังเงียบก็พลิกโลกมาหลายครั้งแล้ว  ถ้าจะพลิกโลกอีกสักครั้งด้วยการประหยัดไฟ  ก็ไม่ต้องมีการตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่  ไม่ต้องใช้ถ่านหิน  ไม่ต้องขุดเจาะแร่พลังงานกลางทะเล  ไม่ต้องเดินประท้วงบริษัทสัมปทานน้ำมัน  ผู้คนในท้องถิ่นนั้นยังหากินได้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ  แค่นี้โลกก็เย็นลงเห็น ๆ  อาจเป็นคำพูดที่สวยหรูและดูเกินจริง  แต่มันจะไม่ใช่อติพจน์แน่ ๆ แค่เราทุกคนลงทำอย่างจริงจัง

ใส่ความเห็น