ยามาดะ นางามาสะ ซามูไรอโยธยา (3)

                หลักฐานจากจดหมายเหตุวัน วลิต แสดงให้เห็นว่า เมื่อเจ้าเมืองคนใหม่มาถึงนครศรีธรรมราชก็ลงมือสังหารฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์อย่างโหดเหี้ยม  ผู้ต่อต้านบางคนถูกลงโทษประหารชีวิตหรือไม่ก็เนรเทศออกไปจากเมือง  ทำให้กลุ่มที่เสียอำนาจเคียดแค้นออกญาเสนาภิมุขเป็นอย่างมาก    

                เรื่องนี้ค่อนข้างจะสอดคล้องกับความทรงจำในวัยเด็กของผู้เขียนหนังสือ “ยามาดา นางามัสสะ : ขุนนางซามูไรแห่งกรุงศรีอยุธยา” ที่ว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้เล่าเรื่องราวของชาวญี่ปุ่นที่มาปกครองเมืองนครศรีธรรมราชและได้ทำทารุณกรรมชาวบ้าน  จนชาวบ้านต้องหลบหนีขึ้นไปอาศัยอยู่บนภูเขา” (วันเฉลิม จันทรกุล,2546:3)

                นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของผู้ปกครองชาวญี่ปุ่นปรากฏอยู่ใน “เพลงชาน้อง” (เพลงกล่อมลูก) อีกด้วย  ดังเนื้อเพลงว่า

                                   ไก่อูกเหอ                 ไก่อูกหางลุ่น

                                   ข้าหลวงญี่ปุ่น            ทำวุ่นจับเด็ก

                                   จับเอาแต่สาวสาว      บ่าวบ่าวไปทำมหาดเล็ก

                                   ญี่ปุ่นจับเด็ก               วุ่นทั้งเมืองนครเอย

                แสดงให้เห็นว่าลึก ๆ แล้ว คนนครในอดีตออกจะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับญี่ปุ่นสักเท่าไร  ยิ่งเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนก็มีเหตุการณ์ที่มาตอกย้ำความรู้สึกนี้ให้บาดลึกลงไปอีก  เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกพร้อมกันหลายจุดทั่วทั้งชายฝั่งภาคใต้ของไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   ขณะนั้นเป็นเวลาเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2484

                นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดหนึ่งที่ญี่ปุ่นเลือกเป็นจุดยุทธศาสตร์  เมื่อยกพลขึ้นฝั่งแล้วก็มีการปะทะกับกำลังทหารฝ่ายไทยอย่างดุเดือด  เหตุการณ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดตำนานวีรบุรุษคนสำคัญของเมืองนครฯ นั่นคือ “จ่าดำ” หรือ “พ่อจ่าดำ”  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทหารที่ต่อสู้ปกป้องแผ่นดินจากการรุกรานของญี่ปุ่นจนตัวตาย

                วีรกรรมครั้งนี้ทำให้มีการสร้างอนุสาวรีย์ “วีรไทย” ขึ้น ณ ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช  อนุสาวรีย์เป็นรูปทหารถือดาบปลายปืน   คนทั่วไปจึงเรียก “จ่าดำ” ตามสีที่ปรากฏบนอนุสาวรีย์  แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนนครฯจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าพ่อจ่าดำมีตัวตนจริง  เรื่องนี้เป็นตำนานที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดความเชื่อของคนนครฯในปัจจุบัน 

อนุสาวรีย์วีรไทยหรือพ่อจ่าดำ

                อนุสาวรีย์วีรไทยหรืออนุสาวรีย์พ่อจ่าดำกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้มากราบไหว้ขอพรและสักการะด้วยความเคารพอย่างไม่ขาดสาย  สมัยที่ผมยังเป็นนักกลอนตัวแทนโรงเรียนเบญจมราชูทิศก็ยังต้องอ้างถึงพ่อจ่าดำเพื่อขอพรในบทไหว้ครูด้วย  ดังในตัวอย่างว่า

                                กราบพระธาตุเรืองรามงามก้องฟ้า                    

                                กราบ ร.๕ กราบท่านม่วงลุล่วงผล

                                กราบพระสูง พระสิหิงค์ มิ่งมงคล                       

                                กราบวีรชนพ่อจ่าดำล้ำศรัทธา

                ไม่ใช่แค่โรงเรียนของผมหรอก  แต่เป็นโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วจังหวัดที่มีพ่อจ่าดำอยู่ในบทไหว้ครู  ตำนานเรื่องพ่อจ่าดำเป็นที่รู้จักแพร่หลายในจังหวัดนครศรีธรรมราช    และรู้จักกันมากกว่าเรื่องราวของยามาดะเสียอีก

                ด้วยเหตุนี้  เมื่อนักการเมืองท้องถิ่นคิดจะสร้างอนุสรณ์สถานให้ยามาดะเพื่อหวังดึงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น  เหตุการณ์ก็กลับกลายเป็นมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง  เพราะคนเกรงกันว่าการสร้างอนุสรณ์ยามาดะจะเป็นการท้าทายพ่อจ่าดำ ผู้ต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างแข็งกล้าเพื่อรักษาเอกราชของประเทศเอาไว้

                นอกจากนี้ ตำแหน่งที่สร้างอนุสรณ์สถานของยามาดะที่ทุ่งท่าลาดก็อยู่ไม่ห่างจากค่ายวชิราวุธอันเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์พ่อจ่าดำเลย  ก็ยิ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวมีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

                ยิ่งไปกว่านั้น  บทความเรื่อง “วาระซ่อนเร้นในตำนานยามาดะ นางามาสะ” ของ ยุวดี  วัชรางกูล  ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ยังแสดงให้เห็นว่า  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ใช้เรื่องยามาดะมาปลุกใจทหารของตน  โดยอ้างว่าคนญี่ปุ่นเคยเป็นใหญ่ในดินแดนทางใต้ของไทยมาแล้ว. 

                …จึงไม่ควรอย่างยิ่งหากใครจะมาสร้างสิ่งเชิดชูคนญี่ปุ่นในบริเวณที่ไม่ไกลจากพ่อจ่าดำมากนัก              

                อย่างไรก็ดี การสร้างอนุสรณ์สถานของยามาดะก็แล้วเสร็จไปจนได้  โดยมีลักษณะเป็นเสาหินจารึกอักษรญี่ปุ่น  ไม่ได้เป็นรูปตัวคนอย่างที่พระนครศรีอยุธยาแต่อย่างใด  ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นการลดความรุนแรงจากประเด็นเรื่องท้าทายพ่อจ่าดำ  เพราะอย่างน้อยพ่อจ่าดำก็ไม่ได้ประจัญหน้ากับคน  (หรือไม่ก็อาจจะเป็นธรรมเนียมของญี่ปุ่นอยู่แล้วที่ไหว้เสาแทนคนได้)

อนุสรณ์สถานยามาดะที่นครศรีธรรมราช

                เรื่องราวของยามาดะในประวัติศาสตร์ทั้งของอยุธยาและนครศรีธรรมราชล้วนผูกพันอยู่กับการแย่งชิงอำนาจอยู่เสมอ  ภาพของยามาดะจึงค่อนข้างคลุมเคลือระหว่างผู้ร้ายกับผู้ดีอยู่ตลอดเวลา  จึงไม่น่าแปลกหากภาพยนตร์เรื่อง ซามูไรอโยธยา จะไม่กล้าแตะเหตุการณ์ที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์  แต่กลับเลี่ยงโดยการไปแต่งเรื่องราวช่วงต้นที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึก  เพื่อสะท้อนมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น  และถ่ายทอดวัฒนธรรมอันดีงามซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการสร้างภาพยนตร์

                ผมยังชื่นชมความตั้งใจของผู้สร้างภาพยนตร์  และสนับสนุนให้ชมเรื่องนี้…แต่อย่าเชื่อเรื่องนี้

                ภาพของยามาดะอาจไม่ใช่อย่างที่เห็น

About these ads
  1. #1 by ทะนาคาน on 15/12/2010 - 11:35 pm

    อำนาจของเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์+มายาคติเรื่องชาติในวัฒนธรรมประชานิยม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: