เรา-หลง-ลืม-อะไรบางอย่าง (๑)

 

 

            เราหลงลืมอะไรบางอย่าง ของ วัชระ สัจจะสารสิน  เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีเนื้อหาผูกติดกับความเป็นไปในสังคม  เพื่อตั้งคำถามกับประชาธิปไตย  การปฏิวัติ  ขยะการเมือง    วิถีชนบทที่เสื่อมถอย   ชีวิตชาวเมืองอันแปลกแยก  ตลอดจนความเป็นปัจเจกของผู้คนในสังคมที่ไม่มีใครสนใจกันและกัน

 

            ความคิดบางอย่างถูกบิดเบือนไปจากความเข้าใจดั้งเดิม  หรือบางทีมันก็อาจไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม  อย่างเช่นเรื่อง นักปฏิวัติ  เล่าถึงนักศึกษาที่พยายามทำรายงานเรื่องนักปฏิวัติคนสำคัญของโลกเพื่อส่งอาจารย์  ทำให้เขาพบว่า    นักปฏิวัติทั้งหลายล้วนแต่มี อีโกอิสซึ่ม หรือความเชื่อมั่นในตนเองสูง  และพร้อมจะต่อต้านทุกกฎเกณฑ์ที่ไร้สาระสำคัญ   นั่นทำให้เขาคิดจะเสนอรายงานหน้าชั้นโดยสวมชุดไปรเวต  แม้ว่า  ปกติตามระเบียบ  การออกไปเสนอรายงานต้องแต่งชุดนักศึกษาให้เรียบร้อย  แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจกฎใด ๆ ทั้งสิ้น  ใช่แล้วนักปฏิวัติจะไปสนใจอะไรกับกฎขี้ปะติ๋วแค่นี้ [1]  

 

            ผู้เขียนได้ตั้งคำถามผ่านการกระทำของตัวละครถึงสาระสำคัญของการปฏิวัติ  จะถูกต้องเพียงใดกับการปฏิเสธกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อรักษาความเรียบร้อยของสังคม  ความพยายามปฏิวัติของนักศึกษาหนุ่มทำไปเพื่อยกระดับวิถีชีวิตของมวลชน  หรือเพียงเพราะเรียกร้องความสนใจให้ตัวเองโดดเด่นในฐานะคนที่ กล้า ท้าทายกรอบ   บางทีเขาอาจต้องการเพียงเสียงหัวเราะเกรียวกราวจากเพื่อนร่วมชั้นในวันที่เขานำเสนอรายงานก็เท่านั้น

 

            นักศึกษาหนุ่มจึงกลายเป็นคนที่ หลง และ ลืม ใจความสำคัญของการปฏิวัติที่แท้จริง    เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจจะมีผลต่อชีวิตของคนส่วนใหญ่จะต้องเป็นไปเพื่อสนองอุดมการณ์และเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์  เมื่อนักศึกษาหนุ่มไม่ได้มีความคิดเช่นนี้   ผู้เขียนจึงเสนอทางออกในเบื้องต้นว่า  หากคิดจะเปลี่ยนแปลงสังคม  ก็น่าจะเริ่มต้นจากการปรับปรุงตนเอง   เป็นเหตุให้ตัวละครเลิกล้มความคิดที่จะเสนอรายงานหน้าชั้น  ก่อนจะหันมาก่อการปฏิวัติอย่างง่ายด้วยการจับไม้กวาด  และเริ่มทำความสะอาดห้องของตน

 

            สาระสำคัญของการปฏิวัติยังถูกบิดเบือนอย่างต่อเนื่อง  ในเรื่อง หาแว่นให้หน่อยเล่าถึงเหตุการณ์รัฐประหารในคืนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙   เขาบอกภรรยาว่าจะออกไปสืบความเคลื่อนไหวนอกบ้าน  ทว่าคืนนั้นเขากลับไปนอนค้างกับโสเภณีคนหนึ่ง  จนเวลาสายของอีกวันจึงกลับมาบ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ยกเว้น แว่นตาที่เขานอนทับมันจนใช้การไม่ได้  และทำให้ ตาเขาพร่าไปหมด  รู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในอีกโลกหนึ่ง  โลกที่มีแต่ความพร่ามัว  เลือนราง  ไม่มีอะไรชัดเจน สัญชาตญาณเดิม ๆ เท่านั้นที่ประคับประคองนำพาเขาไป  เมื่อไหร่เขาจะกลับสู่โลกเดิมที่สว่างไสวและคุ้นเคยเสียที [2]

 

            กิเลสตัณหา และความหลงในเพศสัมผัสชักนำให้หัวใจของ เขามืดบอด  ทั้งที่เขามีภรรยาและลูก ๆ ให้ดูแล  แต่กลับมีพฤติการณ์นอกใจคู่ชีวิตของตน  ถึงแม้ภรรยาจะไม่รู้    แต่เขาก็รู้ตัวเอง  สายตาที่พร่ามัวจึงเป็นเพราะความ หลง ที่เข้ามาบดบัง  แม้คุณธรรมอันดีที่เป็นเสมือนแว่นตาก็ยังถูกทอดทิ้ง   จนไม่สามารถช่วยเขาให้มองเห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งได้อีกต่อไป  เมื่อไหร่เขาจะกลับสู่โลกเดิมที่สว่างไสวและคุ้นเคยเสียที   จึงเป็นความโหยหาศีลธรรมซึ่งถูก ลืม ไปจากสังคมนี้  และปล่อยให้ ความอยากอันเป็น สัญชาตญาณเดิม ๆ เท่านั้นที่ประคับประคองนำพาเขาไป         

 

            ความหลงลักษณะเดียวกันนั้นยังถ่ายทอดซ้ำในเรื่อง บาดทะยัก ซึ่งตัวละครเอกฝ่ายชายถูกบาดโดยมีดสนิมเขลอะ  แต่เขาก็ยังดื้อดึงที่จะร่วมรักกับภรรยา  และไม่สนใจว่าจะต้องรีบไปฉีดยากันบาดทะยัก  กระทั่งพายุอัศจรรย์พัดผ่านไป  ชายหนุ่มจึงรีบกุลีกุจอไปฉีดยาเสียเอง

 

            อารมณ์ปรารถนาอันรุนแรงทำให้ตัวละคร ลืม ที่จะดูแลแม้กระทั่ง ชีวิต ของตน   จนปล่อยปละละเลยเรื่องสำคัญเช่นการฉีดยากันบาดทะยักเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  สะท้อนให้เห็น ความประมาท ที่อาจเป็นหนทางไปสู่หายนะ  ทั้งนี้ก็มาจากความ หลง ในรส รูป สัมผัสเป็นต้นเหตุ       ครั้นเมื่อความกระหายทางเพศได้รับการตอบสนอง   อารมณ์ปรารถนาที่เคยพลุ่งพล่านก็ดับสนิทเหมือนไฟโดนน้ำ  ตรงนี้เองที่ สติ กลับคืนมา     ทำให้ตัวละครมีโอกาสได้คิดถึงสภาพความเป็นจริง  จนต้องรีบไปฉีดยาเพราะรู้สึกกลัวตายในที่สุด

 

            ความหลงทำให้ขาดสติตริตรองผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตน  ในเรื่อง  สติของตัวละครกลับมาเพราะตัณหาได้รับการสนองจนพอใจ  ในทางกลับกัน  หากเราไม่มีความ หลง เสียตั้งแต่แรก   สติก็จะอยู่กับเราตลอดเวลา  จะคิดจะทำสิ่งใดก็ไม่มีอะไรมาบดบังให้หลงทิศผิดทางได้   อย่างไรก็ดี  สติกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมปัจจุบัน ลืม ที่จะรักษา  เห็นได้จากอุบัติเหตุและปัญหามากมายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาท  บาดทะยัก จึงเป็นเรื่องสั้นที่เล่าถึงชีวิตเล็ก ๆ ในสังคม  แต่กลับเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ว่าดวงตาของตนถูกความ หลง บดบังให้ ลืม อะไรไปบ้าง

 

            เราหลงลืมอะไรบางอย่าง นอกจากจะเตือนให้ผู้อ่านหันมามองตนเองแล้ว  ผู้เขียนยังตั้งคำถามถึงคุณค่าทางจิตใจที่สูญหายไปเมื่อมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้ามาแทนที่

 

            ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่พัดโถมเข้าสู่สังคมอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดกำลังความรุนแรง    ทุกชีวิตจึงตกอยู่ในภาวะจำยอม  หลายคนจำต้องบริโภคสินค้าหรือบริการบางชนิดทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย   ดังเช่นเรื่อง ราตรีมีชีวิต เล่าถึงคนเก็บขยะของเทศบาลที่ซื้อไก่ทอดเค เอฟ ซี  ตามคำขอของลูกสาว     ทั้งที่เขาก็ไม่เข้าใจว่าไก่ทอดฝรั่งอร่อยกว่าไก่ทอดของป้าเอมอย่างไร    แต่ในสายตาของเด็กน้อยซึ่งเกิดมาในโลกที่สื่อโฆษณาครอบงำคนทุกชนชั้น    ทำให้เธอหลงไปกับกระแสและให้คุณค่ากับไก่ทอดฝรั่งอย่างมาก    ไก่ทอดของป้าเอมกลายเป็นของที่เด็กน้อยโยนให้หมาข้างบ้านกินเพราะไม่มีค่าสำหรับเธอ    คุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงคล้ายจะถูกกำหนดโดยกระแสบริโภคนิยม  ปล่อยให้คุณค่าทางจิตใจ ( เช่น พ่อ ซื้อไก่ทอดให้ด้วยความรัก เป็นต้น ) กลายเป็นเรื่องที่ถูกหลงลืม

 

            ขยะ ที่พ่อต้องเก็บก็มีความหมายที่น่าสนใจซ่อนอยู่  เพราะขยะเป็นสิ่งที่คนทิ้งแล้วจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  แต่ ของบางอย่างไม่สมควรมาเป็นขยะก็ยังกลายเป็นขยะ  บางสิ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าขยะก็ถูกทำให้ปะปนเข้ามาอยู่กับขย[3]  ชวนให้คิดต่อไปว่าเราได้ทิ้งของมีค่าบางอย่างให้กลายเป็นขยะหรือไม่  และสิ่งที่ทิ้งไปนั้นเป็นเพราะความหลงลืมหรือเปล่า


[1] วัชระ สัจจะสารสิน. เราหลงลืมอะไรบางอย่าง . กรุงเทพฯ : นาคร , ๒๕๕๑. หน้า ๒๓

[2] เพิ่งอ้าง. หน้า ๘๑

[3] เพิ่งอ้าง. หน้า ๑๔๖

 

About these ads
  1. แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: