คัมภีร์ขอสปอนเซอร์

 

                อันนี้เขียนจากประสบการณ์จริงจากการหาทุนให้ค่ายจังหวัดและกิจกรรมต่าง ๆ   เอามาลงไว้ให้เป็นกรณีศึกษา  เผื่อจะเป็นสาธารณประโยชน์   ข้อเขียนต่อไปนี้ใช้ยึดเป็นแนวทางในการหาทุนได้  แต่อย่าใช้เป็นสรณะ  ทุกอย่างต้องปรับ-เปลี่ยน-แปลงไปตามสถานการณ์   เชื่อสัญชาตญาณให้มาก  เพื่อประโยชน์สูงสุดในการหาทุนประกอบกิจกรรม   ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย 

 

                ค้นหา  รวบรวมเบอร์โทรศัพท์ห้าง ร้าน บริษัท จากแหล่งต่าง ๆ เช่น   สมุดหน้าเหลือง  โฆษณาในหนังสือพิมพ์   อินเตอร์เนต    ข้อมูลบนซองขนม  ฉลากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  เป็นต้น

 

                โทรไปตามหมายเลขนั้น    โอเปอเรเตอร์จะรับสาย  ให้แจ้งว่าติดต่อขอสปอนเซอร์ (พูดสั้น ๆ ไม่ต้องพิธีรีตองมากมาย  เพราะเธอจะทำหน้าที่แค่โอนสายให้เราเท่านั้น )  หากเป็นเครื่องตอบรับอัตโนมัติให้ติดต่อไปยังโอเปอเรเตอร์หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์  ( ส่วนใหญ่มักจะกด 0 )  เมื่อต่อสายไปถึงโอเปร์เรเตอร์แล้วจึงค่อยแจ้งตามที่ว่า

 

                 โอเปอเรเตอร์จะโอนสายให้เราได้คุยกับคนที่จะรับเรื่องของเราไว้ได้  ถ้าโชคดีอาจได้คุยกับผู้จัดการฝ่ายโดยตรง ( คนนี้จะมีอำนาจตัดสินใจ )    หรือไม่ก็อาจจะได้คุยกับเลขาฯหรือลูกน้องรองลงมา (ซึ่งจะเสนอเรื่องให้ผู้ใหญ่พิจารณาอีกที)    ตรงนี้เอาจริงแล้ว  ต้องพูดให้เป็นทางการหน่อย  ตัวอย่างเช่น

 

                                สวัสดีครับ  ผม (แนะนำตัวสั้น ๆ  ควรใช้ชื่อจริงเพื่อความน่าเชื่อถือ  แต่ไม่ต้องบอกนามสกุลเพื่อความกระชับ)  โทรจาก(บอกชื่อองค์กรของตัวเอง เช่น ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ , ภาคละครฯ อักษรฯ จุฬาฯ เป็นต้น )     ตอนนี้ทางชมรมมีโครงการจัดค่ายกิจกรรม …  เพื่อพัฒนา …  ( เอาแบบกระชับ  และได้ใจความที่สุด)  ทางโครงการจึงเรียนติดต่อท่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ทุนทรัพย์ในการจัดโครงการ   โดยผมจะส่งรายละเอียดโครงการไปให้ท่านเพื่อประกอบการพิจารณา   ไม่ทราบว่าจะให้ผมส่งไปทางไหนถึงจะสะดวกต่อท่าน …

                               (อาจใช้คำว่า พี่ แทนคำว่า ท่าน หรือ คุณ  ตามสถาการณ์เหมาะสม)

 

                 ทางเลือกจะมีสองทาง

-          ทางจดหมาย  ถามและจดที่อยู่บริษัทให้ชัดเจน  ถูกต้อง  

-          ทางแฟกซ์    จดหมายเลขแฟกซ์ไว้  ส่วนใหญ่มักใช้วิธีนี้  เพราะสะดวกกว่า  อาจใช้

แฟกซ์ของคณะหรือสภานิสิต  จะได้ใช้ของฟรี 

                การส่งจดหมายจะเสียเวลาส่งประมาณ 3-5 วัน สำหรับจดหมายธรรมดา (ถ้าเป็น EMS ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะใช้เวลาวันเดียว แต่แพงกว่ามาก  )  ทำให้การอนุมัติช้าออกไป  ฉะนั้น  หากเขาจะให้ส่งจดหมายลองถามสักนิดประมาณว่า ถ้าเป็นแฟกซ์ล่ะครับ  เพราะส่งปุ๊บ  ถึงปั๊บ   จะได้เร็วขึ้น

 

                สิ่งสำคัญ  ห้ามลืมถามเป็นอันขาด

                                -  จะให้เขียนหนังสือเรียนถึงใคร ?  เพราะแต่ละบริษัท  ผู้มีอำนาจตัดสินใจจะมีตำแหน่งต่างกัน  ชื่อเรียกก็ต่างกันไป  เช่น  ผู้จัดการฝ่ายขาย  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด  หัวหน้างานประชาสัมพันธ์  ประธานฝ่ายส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร  กรรมการบริหาร  กรรมการผู้จัดการ  เป็นต้น     ต้องจดให้ถูกต้อง  ผิดไม่ได้

                                -   จะใช้เวลาพิจารณากี่วัน  / จะให้ติดต่อกลับไปได้ในอีกกี่วัน     จดบันทึกไว้     หากทางนั้นบอกว่าจะติดต่อกลับมาเอง  ไม่ต้องเชื่อ  ให้สมมติเอาเองว่าจะติดต่อกลับไปได้ในอีก 3 วัน  ถือคติด้านได้อายอด  หรือ  ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก 

                                - จะให้ติดต่อกลับไปโดยตรงที่เบอร์ไหน      เพื่อว่าครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องโทรผ่านโอเปอเรเตอร์หรือเครื่องรับอัตโนมัติ      ส่วนใหญ่มักเป็นหมายเลขภายใน 3 หลัก

 

                เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว  ก็อย่าลืมขอบพระคุณก่อนวางสายนะจ๊ะ

 

                เสร็จแล้วก็ดำเนินการจัดส่งเอกสารรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการไปให้เขาพิจารณา   รอเวลานัดแล้วโทรไป   ครั้งหลัง ๆ อาจจะโทรถี่ขึ้น   สามวันครั้ง  สองวันครั้งหรือวันละครั้งตามความเหมาะสม    ต้องโทรไปตามงานบ่อย ๆ งานจะเดิน     (แต่ระวังพี่เค้ารำคาญไว้ด้วย)  ดีไม่ดี  กว่าจะอนุมัติ  ก็อาจจะสนิทจนเป็นเพื่อนกับคนนั้นไปเลยก็ได้   ถ้าถึงขั้นนั้นจะดีมาก  เพราะครั้งต่อไป  จะขอทุนได้ง่ายขึ้น

 

                อนึ่ง  บางบริษัทอาจจะบอกเราว่า  งบหมด  หรือ  ไม่มีนโยบายสนับสนุนค่าย  เป็นต้น  แปลว่ายังไง ๆ เขาก็ไม่ให้เรา   อย่าตื๊อ  เสียเวลา   แล้วก็อย่าพูดแบบหงุดหงิดให้เขาได้ยิน  แต่ต้องทำเสียงปกติ  พูดประมาณว่า เหรอครับ  ไม่เป็นไร  เอาไว้โอกาสหน้า / หวังว่าโอกาสหน้าคงจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน  ขอบพระคุณมากครับ  สวัสดีครับ      ประมาณนี้  ถึงจะเซ็งแค่ไหนก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของสถาบัน ไว้

 

                เวลาในการโทรควรเป็นตอนเช้า  เพราะเพิ่งเริ่มงาน  หัวสมองแล่น  อารมณ์แจ่มใส  มีแนวโน้มจะได้รับการตอบรับที่ดี   หากโทรตอนบ่าย  คนรับสายอาจจะหัวเสียกับงานไปแล้ว  คุยไม่รู้เรื่อง

                ช่วงเวลาต่อไปนี้ควรเลี่ยงที่จะโทร

                                11.30 น. 13.30 น.    พักเที่ยงกันจ้ะ

                                15.30 น. เป็นต้นไป     โทรมาทำไม  กูจะกลับบ้าน

                จะเห็นว่าช่วงบ่ายแทบจะไม่มีเวลาเหลือให้คุยเลย  โทรตอนเช้าดีกว่า

 

                ในหนึ่งปี  มีสี่เดือนที่มักจะขอทุนได้ยาก  คือ  มีนาคม   มิถุนายน   กันยายน  และธันวาคม  เพราะบริษัท

ชอบอ้างว่าต้องสรุปงบประจำไตรมาส   ปิดงบปิดบัญชีไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้     อย่างไรก็ตาม  แม้ไม่ได้เงิน

ในช่วงที่ว่านี้   แต่ก็อาจได้รับผลิตภัณฑ์แทน  เช่น  ไวไวควิกห้าลัง   แลคตาซอยสิบลัง  หรือเพียวริคุสามร้อยขวด

เป็นต้น  กินเองก็ได้  เอาไปขายต่อก็ดีนะ  ขายให้ร้านชำถูก ๆ       ไหน ๆ ก็ได้มาฟรี

 

                ถ้าเขาให้ของ  เราต้องเอารถไปขนเอง   ถ้ามีรถเพื่อน  ยืมมาได้ก็ยืม  แต่ถ้าไม่มี  แนะนำให้เหมา            รถกระบะที่มีหลังคาข้างหลัง   เพราะกันแดดกันฝนให้ของที่เราจะไปรับได้     เวลาไปรับของ  ให้นัดวัดรับของทุกบริษัทที่ได้เป็นวันเดียวกัน   จะได้เหมารถแค่วันเดียว   ประหยัดดี   แล้วมาวางแผนว่าจะไปรับของที่ไหนก่อนหลัง  กะให้ดีให้ทันภายในเวลาราชการของหนึ่งวัน    ในกรุงเทพฯน่าจะไปได้สัก 5-6 ที่   แล้วก็ต้องแน่ใจว่ากระบะจะพอด้วย   (น้ำดื่มสิงห์  ขวดพลาสติกขนาด 750 cc จำนวน 500 ขวด  จะกินเนื้อที่ครึ่งกระบะ )   ต้องเหลือที่สำหรับนั่งให้คนช่วยขนอย่างน้อย 2 คนด้วย  แต่ถ้าด้านหน้าเป็นกระบะตอนครึ่งก็จะดี  นั่งข้างหน้าได้สบาย     เลี่ยงกระบะสองตอน เพราะกระบะหลังจะสั้น  ขนของได้น้อย  ไม่คุ้ม

 

                การเลือกบริษัทขอทุน   ถ้าเลือกได้ให้เล็งบริษัทพวกนี้

-          บริษัทที่มีพ่อหรือแม่หรือญาติของเพื่อนในสถาบันเราเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือวิ่งเต้นให้เราได้

-          บริษัทที่มีรุ่นพี่ที่จบจากสถาบันเราไปทำงานอยู่มาก   เช่น  ปตท.-จุฬาฯ  เครือซีเมนต์ไทย-จุฬาฯ  ซีพี-จุฬาฯ  (อ้าว ! มหาลัยอื่นล่ะ)

                                -  บริษัทที่มีภาพลักษณ์หรือผลิตภัณฑ์ตอบสนองค่ายเรา   เช่น  ค่ายสอนศิลปะต้องไปหาบริษัทกระดาษพวกดับเบิ้ลเอหรือสีไม้เฟเบอร์คาสเทล    ค่ายก่อสร้างไปหาบริษัทปูนซีเมนต์   ค่ายธรรมะอาจจะไปหาวีฟิตน้ำนมข้าวยาคู  เป็นต้น         

 

                เวลาโทรไปขอทุนให้พูดแถให้เข้าสโลแกนบริษัทเค้าหน่อยก็ดี  เช่น  พูดประมาณว่า  โครงการนี้จะพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าร่วม ให้เป็นกำลังของชาติ   ถ้าแลคตาซอยสนับสนุนก็จะเป็นพลังของคนทุ่มเทอย่างแท้จริง  หรือถ้า ปตท. ก็จะเป็นพลังไทยเพื่อไทย หรือเป๊บซี่ก็เต็มที่กับชีวิต    อะไรประมาณนี้     

 

14 ความเห็น »

  1. Fernary กล่าว

    ว้าว มีประโยชน์มากเลย ขอบคุณนะคะท่าทางพี่จะขอมาบ่อยเเล้วนะเนี่ย มืออาชีพๆๆ :) )

  2. Khwanchanok กล่าว

    ทำไมเราเพิ่งมาเจอคัมภีร์นี้ โอ้!(หมดวัยขอสปอนเซอร์แล้ว เหวี่ยงน้องแทน 55+)

  3. Chetthida กล่าว

    อะไรดลใจให้มาเขียนเนี่ยแต่เก๋มากๆ

  4. bermuda กล่าว

    ขอบคุณคับกำลังจะขอสปอนเซอร์พอดีเลย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

  5. W กล่าว

    ทำโครงการ และหาผู้สนับสนุนอยู่ทีเดียว ขอบคุณมากค่ะ

  6. ஐT_ðñgell๓J กล่าว

    ขอบคุงมั่กๆคร่า…^^

  7. pound กล่าว

    ขอบคุณมากครับเข้าใจมากขึ้นเลยล่ะครับ

  8. ดิว กล่าว

    มีประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

  9. คนทำละคอน ม.เกษตร กล่าว

    ขอบคุณมากๆเลยครับ

  10. wiino กล่าว

    ขอบคุณมากเลยฮะ : )

  11. Kumura Ma Sp กล่าว

    ขอบคุณมากครับ กำลังต้องใช้อยู่พอดีเลย

  12. ชมรมMC กล่าว

    ขอบคุณคับ

  13. fffanggg กล่าว

    ขอคุณมากนะคะ ตรงเวลามากๆๆ

  14. ฝน กล่าว

    ขอบคุณมากเลยค่ะ เป็นประโยชน์มาก :) )

RSS feed สำหรับความคิดเห็นในหน้านี้ · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s